สถาบัน มีความหมายตามตัวศัพท์ว่า
ก่อตั้ง อธิบายได้ว่า มนุษย์เป็นผู้ก่อตั้งระเบียบประเพณีต่างๆ
ขึ้นมาจากผลแห่งการปฏิบัติในสังคมซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมยอมรับนับถือและปฏิบัติ
สถาบันทางการเมือง (Political Institution) นับเป็นสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการปกครองโดยตรงซึ่งมีมากมาย
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงสถาบันรัฐธรรมนูญและสถาบันกฎหมายเท่านั้น
รัฐธรรมนูญ
(Constitution)
รัฐธรรมนูญ คือ
กฎหมายสูงสุดของรัฐ เป็นกฎหมายแม่บทของกฎหมายทั้งหลายในรัฐ
กฎหมายใดที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญต้องถือเป็นโมฆะ
กฎหมายทั้งหมดในรัฐจำเป็นต้องเป็นไปตามแนวทางของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทั่วไปบัญญัติว่าด้วย
รูปของรัฐ การแย่งแยกอำนาจอธิปไตย สิทธิและหน้าที่ของประชาชน รูปของรัฐบาลระเบียบแบบแผนของการปกครอง
ฯลฯ วัตถุประสงค์ของความจำเป็นที่ต้องมีรัฐธรรมนูญ ก็คือ
การปกครองรัฐต้องเป็นไปโดยกฎหมายมิใช่โดยผู้มีอำนาจ
รัฐธรรมนูญของแต่ละรัฐย่อมมีลักษณะผิดแผกแตกต่างกันไป
ซึ่งพอจะจำแนกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.
รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร (Written Constitution)
2.
รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี (Unwritten
Constitution)
3.
รัฐธรรมนูญเดี่ยว และรัฐธรรมนูญรัฐรวม (Unitary
Constitution and Federal Constitution)
4.
รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐ และรัฐธรรมนูญกษัตริย์ (Republican
Constitution and Monarchical Constitution)
1.
รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร (Written
Constitution)
คือ
กฎหมายสูงสุดของรัฐซึ่งได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรรวมไว้ในฉบับเดียว
โดยทั่วไปแล้วเนื้อหาในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรมักจะขึ้นต้นด้วยด้วย
วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวกับการอยู่ดีกินดีของประชาชน ความยุติธรรม
ความสงบ ความเจริญก้าวหน้าของรัฐ เป็นต้น
เมื่อหมดวัตถุประสงค์ของการมีรัฐธรรมนูญแล้ว ในขั้นต่อมาก็มักแบ่งอำนาจอธิปไตย
ซึ่งโดยทั่วไปก็แบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร
และอำนาจตุลาการ ในส่วนนี้ก็มักจะมีบทบัญญัติโดยละเอียดว่า
จะให้ใครมาใช้อำนาจเหล่านี้โดยวิธีใด
และพร้อมทั้งบัญญัติรูปของรัฐบาลด้วยว่าจะเป็นไปในระบบใด แบบใด
รัฐธรรมนูญจะมีหลักการที่จะแก้ไขบทปัญญัติบางประการของกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมต่อกาลสมัย
วิธีการนี้ก็ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย สำหรับสิทธิของประชาชนนั้น
ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการรับประกันไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
ในการที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรเป็นบรรทัดฐานเช่นนี้แล้ว
ศาลสูงสุดของรัฐจึงมีหน้าที่ที่จะวินิจฉัยชี้ขาดไปได้ว่ากฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัตินั้นขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
เมื่อมีผู้นำมาฟ้องต่อศาลสูงสุดหรือศาลฎีกา ถ้าศาลฎีกาตัดสินว่ากฎหมายใดขัดกับรัฐธรรมนูญ
กฎหมายนั้นก็ถือว่าเป็นโมฆะ ในกรณีของไทยกำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่นี้
2.
รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี (Unwritten
Constitution)
หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ไม่ผิดนัก
ประเทศสหราชอาณาจักรนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่มีรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีเป็นลักษณะเด่น
รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีนั้นอาศัยขนบธรรมเนียมประเพณีและวิธีการที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน
รวมกันเข้าเป็นบทบัญญัติที่มีอำนาจเป็นกฎหมายสูงสุด กำหนดเป็นรูปของการปกครองรัฐ
แต่ประเทศสหราชอาณาจักรก็มีกฎหมายธรรมดา
ซึ่งออกเป็นลายลักษณ์อักษรโดยรัฐสภาหลายฉบับ
ซึ่งล้วนแต่มีลักษณะกำหนดรูปการปกครองประเทศทั้งสิ้น เช่น Habeus
Corpus Act (1679), Bill
of Rights (1689), Act
of Settlement (1701),
Great
Reform Act (1832), The
Representation of the Peoples’ Act (1949) เป็นต้น
ฉะนั้น
จึงขอย้ำว่ารัฐธรรมนูญจารีตประเพณีนั้นแตกต่างกับรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรตรงที่ว่า
รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีนั้นไม่ได้เป็นกฎหมายสูงสุดไว้ในฉบับเดียวกัน
และการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นโดยทั่วไปง่ายกว่ารัฐธรรมนูญประเภทลายลักษณ์อักษร
เพราะฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายแก้ไขให้เหมาะสมตามกาลเวลาได้โดยไม่ต้องผ่านการอออกเสียงประชามติดังเช่นรัฐธรรมนูญประเภทลายลักษณ์อักษรส่วนใหญ่กำหนดไว้
3.
รัฐธรรมนูญเดี่ยว และรัฐธรรมนูญรัฐรวม (Unitary
Constitution and Federal Constitution)
รัฐเดี่ยว คือ ประเทศไทย ประเทฝรั่งเศส ญี่ปุ่น
อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น รัฐเดี่ยวมีลักษณะเป็นรัฐที่มีระบบรัฐบาลเดี่ยว
กล่าวคือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการนั้นอยู่ที่รัฐบาลกลาง
โดยแบ่งแยกอำนาจสาขาออกไปตามส่วนภูมิภาค
พอสรุปได้ว่ารัฐเดี่ยวนั้นอำนาจมาจากส่วนกลางกระจายออกสู่ส่วนภูมิภาค
ส่วน
รัฐรวม คือ รัฐที่มีระบบรัฐบาลซ้อนกันสองระบบ กล่าวคือมี ฝ่ายบริหาร
ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการของรัฐบาลกลางและรัฐส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ 2
ชุดขึ้นไป เป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน รัฐบาลกลางมีอำนาจ 2 แบบ คือ
1)
รัฐบาลกลางมีอำนาจเท่าที่รัฐบาลท้องถิ่นกำหนดให้เท่านั้น
จะปรากฏในรูปของสหพันธรัฐ (Federation) เช่น สหรัฐอเมริกา
ที่มลรัฐต่างๆ รวมตัวกันสร้างรัฐบาลกลางร่วมกันขึ้นมา หรือในลักษณะของสหภาพ ยุโรป
2)
รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจเท่าที่รัฐบาลกลางได้กำหนดให้เท่านั้น
เช่น อังกฤษและสก๊อตแลนด์ ในสมัยนายกรัฐมนตรี Tony Blair ได้จัดให้มีประชามติ
(Referendum) ผลปรากฏว่าสก๊อตแลนด์ได้แยกตัวออกเป็นเขตปกครองตนเอง
มีรัฐสภาปกครองตนเอง เท่าที่รัฐบาลกลางให้อำนาจไว้
เป็นการแก้ปัญหาความรุนแรงระหว่างดินแดนต่างๆ
ที่พยายามแยกตัวออกมาได้โดยการประนีประนอม
และไม่มีการถ่วงความเจริญของกันและกันซึ่งในการปกครองรูปแบบนี้เป็นการปกครองแบบแบ่งอำนาจกันระหว่างท้องถิ่นต่างๆ
ของรัฐ ให้มีอำนาจออกกฎหมายบังคับในเขตปกครองของตนได้ ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน
ส่วนรัฐธรรมนูญของรัฐมักมีซ้อนกัน 2 รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ
รัฐธรรมนูญของสหรัฐฉบับหนึ่ง กับรัฐธรรมนูญของมลรัฐอีกมลรัฐละ 1 ฉบับ
ซึ่งทั้งรัฐและมลรัฐมีอำนาจออกกฎหมายบังคับในเขตการปกครองของตน
แต่จะก้าวก่ายอำนาจซึ่งกันและกันไม่ได้ ข้อสังเกตก็คือ
รัฐธรรมนูญของของสหรัฐหรือรัฐธรรมนูญของชาตินั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ
ถ้ารัฐธรรมนูญชองมลรัฐชัดแย้งกับรัฐธรรมนูญของสหรัฐนี้ รัฐธรรมนูญของมลรัฐจะถือเป็นโมฆะ
แต่ถ้าอำนาจอันใดมิได้รับุไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐ
รัฐธรรมนูญของมลรัฐก็มีสิทธิที่ใช้อำนาจนั้นๆ ได้
- รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐ
และรัฐธรรมนูญกษัตริย์ (Republican Constitution
and Monarchical Constitution)
หลักของการแบ่งรัฐธรรมนูญสองประเภทนี้ถือเอาประมุขของรัฐเป็นหลัก
รัฐธรรมนูญของรัฐใดที่บัญญัติว่าประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีสภาพเป็นรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐ
แต่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใดบัญญัติให้มีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์หรือเป็นราชินี
รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็เป็นรัฐธรรมนูญกษัตริย์
สำหรับประธานาธิบดีในรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐมีอยู่
3 ประเภท คือ
1)
ประธานาธิบดีผู้ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐเท่านั้น กล่าวคือ
ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจทางการบริหารแต่อย่างใด เพียงแต่ทำหน้าที่พิธีการ เช่น
เป็นประธานการเปิดงาน เปิดถนน เปิดสะพาน พูดปราศรัย เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ แต่อำนาจบริหารตกเป็นของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
เช่น ประธานาธิบดีของอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฯลฯ
2)
ประธานาธิบดีผู้ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐและเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐด้วย ทั้งสองตำแหน่ง หรืออีก
นัยหนึ่งประธานาธิบดีคนเดียว ทำหน้าที่เป็นทั้งประมุขของรัฐและนายกรัฐมนตรีในเวลาเดียวกัน
เช่น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
เป็นประมุขของรัฐและเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วย
3)
ประธานาธิบดีผู้ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐและยังเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารอย่างไม่เป็นทางการ
ในกรณีของประเทศฝรั่งเศส ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจบริหารบางส่วนโดยไม่ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบแทน เช่น สามารถยุบสภาผู้แทนราษฎรได้
ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งและปลดออกได้ตามความเห็นของประธานาธิบดีเอง
ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารอย่างแท้จริง
รัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้มีระบอบการปกครองแบบมีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐก็แบ่งกษัตริย์ออกเป็น
2 ประเภท คือ
1)
กษัตริย์ที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อันได้แก่
รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ รัฐธรรมนูญของมาเลเซีย สวีเดน ญี่ปุ่น เป็นอาทิ
กษัตริย์ทรงเป็นแต่เพียงประมุขของรัฐเท่านั้น
มีหน้าที่เช่นเดียวกับประธานาธิบดีผู้ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐเท่านั้น
ไม่ได้ทรงทำการบริหารประเทศ กษัตริย์ คือ สัญลักษณ์แห่งความสามัคคี (Symbol
of Unity)
แห่งรัฐ ฉะนั้น กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบในการบริหาร
อำนาจทางการบริหารจึงตกอยู่กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
2)
กษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute
Monarchy)
กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายหรือกษัตริย์คือกฎหมาย
การปกครองระบอบนี้ยังมีอยู่เช่นประเทศโมร็อคโค ซาอุดิอาระเบีย จอร์แดน เป็นต้น
ถึงแม้ว่าประเทศเหล่านี้จะมีรัฐธรรมนูญกษัตริย์และมีนายกรัฐมนตรี
และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารประเทศ แต่ผู้มีอำนาจจริงๆ แล้ว ก็คือ
กษัตริย์นั่นเอง
ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญ
จากประวัติศาสตร์
เราจะเห็นได้ว่ารัฐต่างๆ ในโลกนี้ ได้รัฐธรรมนูญมาโดยวิธีการ 4 วิธี ดังนี้
1.
โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Gradual
Evolution)
2.
โดยการปฏิวัติ (Revolution) หรือรัฐประหาร
(Coup
d’Etat)
3.
โดยการยกร่าง (Deliberate Creation)
4.
โดยกษัตริย์พระราชทานให้ (Grant)
1.
โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Gradual
Evolution)
สำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของรัฐธรรมนูญนั้น
ตัวอย่างที่ดีที่สุด คือ รัฐธรรมนูญของอังกฤษ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย
โดยเริ่มจากการปกครองระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมา
อำนาจถูกเปลี่ยนมือจากกษัตริย์ไปยังกลุ่มผู้แทนของประชาชนทีละเล็กทีละน้อย
โดยเริ่มจากบทบัญญัติ แมกนา คาร์ตา (Magna Carta) ซึ่งบรรดาเจ้าขุนมูลนายของอังกฤษร่วมกันทำเป็นทำนองบังคับพระเจ้าจอห์น
ให้น้อมรับสิทธิ์บางอย่างของขุนนางและเอกชนในปี ค.ศ.1215
ซึ่งชาวอังกฤษถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งรัฐธรรมนูญของตน
นอกจากนี้ยังมีช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์อังกฤษตอนหนึ่ง
ก็คือ พระเจ้าจอร์จที่ 1 (George I) ซึ่งขึ้นครองราชย์ในปี
ค.ศ.1714 เป็นชาวเยอรมัน จากแคว้น Hannover (พระเจ้าจอร์จที่
1 เป็นต้นราชวงศ์ Windsor
ที่ยังปกครองประเทศอังกฤษในปัจจุบัน) เนื่องจากพระเจ้าจอร์จที่ 1
เป็นชาวเยอรมัน และไม่สามารถตรัสภาษาอังกฤษได้
รวมทั้งพระองค์ไม่สนพระทัยกิจการบ้านเมืองของอังกฤษเท่าไรเลย
ทำให้อำนาจในการปกครองต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนมือไปสู่คณะรัฐมนตรี
การที่ปฏิบัติเช่นนี้สืบมาเป็นเวลานาน
ทำให้อำนาจทางการปกครองที่แท้จริงตกมาอยู่กับผู้แทนของประชาชนในที่สุด
และอำนาจนี้ก็ได้รับการรับรองว่าเป็นอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญแบบจารีตประเพณีของอังกฤษนั่นเอง
การศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้สามารถสังเกตรัฐธรรมนูญแบบนี้ได้ชัดเจนขึ้น
2.
โดยการปฏิวัติ (Revolution)
หรือรัฐประหาร (Coup
d’Etat)
การปฏิวัติ
(Revolution) คือ
การเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ อย่างรวดเร็วแทบจะเรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ
การปฏิวัติเป็นการล้มล้างรัฐบาลโดยการใช้กำลังรุนแรงและประชาชนเป็นผู้ทำการปฏิวัติเป็นส่วนรวม
เช่น การปฏิวัติครั้งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส ใน ค.ศ.1781
และการปฏิวัติในประเทศรัสเซีย ค.ศ.1817
เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองจากระบบกษัตริย์ไปสู่ระบอบอื่นในทันทีทันใด
และมีการนองเลือดในการปฏิวัติทั้งสองนี้
ส่วนการรัฐประหาร
(Coup
d’Etat)
คือ การยึดอำนาจของกลุ่มบุคคล เช่น คณะทหาร เป็นต้น
การกระทำรัฐประหารนั้นเป็นการล้มล้างรัฐบาลซึ่งเพ่งเล็งถึงตัวบุคคลในคณะรัฐบาลเท่านั้น
เช่น การเป
การปฏิวัติอาจเกิดขึ้นเมื่อประชาชนมีความไม่พอใจรัฐบาลที่ปกครองอยู่อย่างรุนแรง
และไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลคณะนั้นได้โดยวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมายตามระบอบการปกครองที่มีอยู่
เมื่อประชาชนถูกบีบบังคับหนักเข้าและเห็นว่าระบอบการปกครองควรจะต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่การปกครองระบอบใหม่จึงเกิดการปฏิวัติขึ้น
เมื่อมีการปฏิวัติก็อาจจะเกิดสงครามกลางเมืองหรือเกิดการจลาจลขึ้นจนกว่าจะมีรัฐบาลที่มั่นคงทำการปกครองประเทศ
บางครั้งผู้ที่มีอำนาจอยู่ระหว่างปฏิวัติ
ได้จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญออกมาใช้บังคับ
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของรัฐจากอย่างหนึ่งมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง
3.
โดยการยกร่าง (Deliberate
Creation)
รัฐธรรมนูญที่มีกำเนิดมาจากการยกร่างนี้ส่วนมากมักเกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีรัฐใหม่เกิดขึ้น
หลังจากที่รัฐใดรัฐหนึ่งได้รับเอกราชหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของรัฐอีกรัฐหนึ่ง
เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เป็นประเทศเอกราชหลุดพ้นจากการปกครองของจักรวรรดิบริติช
ในปี ค.ศ.1676 ซึ่งต่อมาในปี 1687
ก็ได้มีการประการใช้รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้น
ในทำนองเดียวกันกับประเทศอินเดีย พม่า มาเลเซีย
และบรรดาประเทศในทวีปแอฟริกาทั้งหลาย
นอกจากนี้
บรรดารัฐที่เกิดขึ้นใหม่ในทวีปยุโรปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
อันสืบเนื่องมาจากสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เช่น ประเทศยูโกสลาเวีย โปแลนด์ ฟินแลนด์
เป็นอาทิ
ก็ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นหลังจากที่ได้รับการรับรองว่าเป็นประเทศเอกราชจากบรรดาประเทศต่างๆ
แล้ว
4.
โดยกษัตริย์พระราชทานให้ (Grant)
รัฐส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและยุโรปตามประวัติศาสตร์
มักจะมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย
กษัตริย์มีอำนาจอย่างไม่มีขอบเขตเป็นเจ้าชีวิต เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐ
ต่อมากษัตริย์อาจมีความคิดว่าควรจะมีกำหนดอำนาจของพระองค์และวิธีการใช้อำนาจอันให้เป็นที่แน่นอน
อาจจะเป็นเพราะกษัตริย์เห็นว่ามีวิธีการอื่นอันจะนำมาซึ่งความเจริญของรัฐ
กษัตริย์บางพระองค์ทรงกำหนดพระราชอำนาจเนื่องจากถูกบังคับ
หรือทำเพื่อเป็นการต่อรองกับขุนนางและประชาชน
รัฐธรรมนูญซึ่งถือกำเนิดมาจากการที่กษัตริย์พระราชทานให้
มีลักษณะที่กษัตริย์ทรงยินยอมจะใช้อำนาจตามวิธีที่กำหนดไว้หรือผ่านองค์กรที่กำหนดไว้
รัฐธรรมนูญนี้อาจถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามความประสงค์ของกษัตริย์
แต่ในบางกรณีกษัตริย์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางระบอบไม่ได้นอกจากจะได้รับความยินยอมจากประชาชน
ลักษณะที่ดีของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญที่ดี คือ
รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับสภาพอันแท้จริงของรัฐ กล่าวคือ
เพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนเป็นส่วนรวม
ชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของเอกชนแต่ละบุคคล รัฐธรรมนูญที่ดีมีลักษณะสำคัญ 5
ประการ ดังนี้คือ
1.
รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีข้อความที่ชัดเจนแน่นอน เพื่อจะให้เข้าใจได้ง่าย
ไม่ใช้คำที่กำกวม ซึ่งล่อแหลมต่อการตีความผิดๆ
จะต้องใช้ถ้อยคำที่เลือกสรรมาแล้วว่ามีความหมายที่แน่นอนที่สุด
คำหรือข้อความที่มีความหมายสองแง่สองมุมหรือกำกวม
ซึ่งอาจทำให้เข้าใจไปได้หลายกรณีไม่ควรนำมาใช้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
2.
รัฐธรรมนูญที่ดีควรจะมีการบัญญัติสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างชัดเจนแน่นอน
รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีกด้วย
เพื่อที่จะเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ป้องกันมิให้รัฐหรือเอกชนมากดขี่บังคับได้ ซึ่งถ้ารัฐออกกฎหมายใดที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว
กฎหมายนั้นก็ขัดกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติ
และจะต้องถือว่ากฎหมายนั้นเป็นโมฆะไป ดังเช่น
สิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิในทรัพย์สมบัติของตน
เสรีภาพในการพูด การเขียน เป็นต้น ถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดซึ่งจะล้มล้างไม่ได้
3.
รัฐธรรมนูญที่ดีต้องครอบคลุมบทบัญญัติเกี่ยวกับการปกครองของรัฐไว้อย่างครบถ้วน กล่าวคือ
รัฐธรรมนูญควรจะมีบทบัญญัติถึงการใช้อำนาจอธิปไตย การแบ่งอำนาจอธิปไตย
ความสัมพันธ์ขององค์การที่ใช้อำนาจอธิปไตยและสถาบันทางการเมืองของรัฐ
การกำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ
4.
รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ควรยาวเกินไป เพราะรัฐธรรมนูญที่ดีควรจะมีบทบัญญัติหลักการจัดรูปการปกครองของรัฐที่สำคัญและจำเป็นเท่านั้น
รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติยืดยาวและมีรายละเอียดมากเกินไปจะทำให้การตีความยุ่งเหยิงมากขึ้นและจะไม่ได้รับความเคารพเท่าที่ควร
เพราะบทบัญญัติซึ่งละเอียดฟุ่มเฟือยเกินไปอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์จะทำให้เกิดมีการแก้ไขบ่อยจนเกินไป
สำหรับรายละเอียดปลีกย่อยของการปกครองประเทศนั้น
ควรเป็นหน้าที่ขององค์กรฝ่ายนิติบัญญัติจะออกกฎหมายธรรมดาออกมา
มิใช่เรื่องที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น
ข้อใหญ่ใจความควรจะเป็นการจัดรูปรัฐบาล การบัญญัติสภา
วิธีการก่อตั้งและอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ของรัฐบาล
ตลอดจนวิธีการที่องค์การเหล่านี้จะใช้อำนาจหน้าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติ
เป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งนี้รัฐธรรมนูญจะต้องไม่สั้นจนเกินไปจนไม่มีบทบัญญัติเหล่านี้อยู่
5.
รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีกำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกฎหมายขึ้นไว้
เพราะรัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับกาลสมัย
การที่มีวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกฎหมายนั้นก็เพื่อป้องกันการล้มล้างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการใช้กำลังอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อไม่มีทางออกก็อาจเกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สำหรับหลักการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น
ต้องไม่ง่ายจนเกินไปเพราะจะทำให้รัฐธรรมนูญไม่ได้รับความเคารพจากประชาชนเท่าที่ควร
และแก้ไขเพิ่มเติมควรเป็นการถาวรพอสมควรไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมชั่วคราว
สรุปแล้วรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ
แต่รัฐธรรมนูญก็เป็นกฎหมายธรรมดาทั่วไปในแง่ที่ว่า
ถ้าไม่มีผู้ใดปฏิบัติตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รักษากฎหมายละเมิดกฎหมายเสียเอง
รัฐธรรมนูญก็มีค่าเพียงแค่เศษกระดาษธรรมดาเท่านั้น
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐต่างๆ
ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็พอจะแบ่งออกได้เป็น 5 ประการด้วยกัน คือ
1.
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ
ถือเอาเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นตัวอย่างของการแก้ไขโดยวิธีการง่ายๆ เช่นนี้
แต่เราจะต้องระลึกไว้เสมอว่า รัฐธรรมนูญของอาณาจักรเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณี
ซึ่งเกิดจากการรวบรวมกฎหมายฉบับต่างๆ เข้าเป็นรัฐธรรมนูญ มิได้เป็นกฎหมาย
รัฐธรรมนูญฉบับเดียวเช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2540 (หมวด 12) ได้มีการบัญญัติให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยวิธีนี้
2.
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายนิติบัญญัติแบบลงคะแนนเสียงพิเศษ โดยมีวิธีการพิเศษ
คือ ต้องการคะแนนเสียงมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกร่างกฎหมายธรรมดา กล่าวคือ
ไม่ใช่เพียงแต่เสียงข้างมาก 50+1% เท่านั้น แต่ต้องเป็นคะแนนเสียงที่มากกว่านั้น
เช่น 2/3 หรือ 3/4 ของสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นต้น
ประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น นอร์เวย์ ใช้วิธีการนี้ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของประเทศ
3.
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายนิติบัญญัติแบบให้มีการลงประชามติ เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติได้แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องนำมาให้ประชาชนลงคะแนนเสียงรับรอง
เป็นการแสดงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับหลักการ เช่น รัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ปี
ค.ศ.1958 และรัฐธรรมนูญไทยปี พ.ศ.2492 และ 2501
4.
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนทั่วไป ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ (Referendum) หรือประชาชนมีสิทธิที่จะเสนอข้อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เองด้วย
(Initiative) วิธีนี้อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
นักรัฐศาสตร์หลายท่านกล่าวกันว่า วิธีนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุด
เพราะประชาชนต่างหากไม่ใช่รัฐบาลควรจะมีอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญ
แต่วิธีการนี้จะใช้ได้ผลดีก็ต่อเมื่อประชาชนรัฐนั้นมีการศึกษาดี
และมีความรับผิดชอบในสิทธิและหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี
5.
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยการจัดตั้งองค์การพิเศษ
ซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยประชาชนให้มีหน้าที่โดยเฉพาะในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
องค์การพิเศษนี้เรียกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constitutional Convention) เมื่อแก้ไขเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว
ก็นำมาเสนอให้ประชาชนลงคะแนนเสียงกันอีกทีหนึ่ง
วิธีการนี้ใช้กันมากในสหรัฐระดับมลรัฐ ดังเช่น
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของมลรัฐอิลลินอยส์ (Illinois ) เมื่อปี
ค.ศ.1970 เป็นต้น
ไทยได้นำเอารูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้มาใช้ในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
(รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540) โดยมีผู้แทนจากจังหวัดต่างๆ
สถาบันอุดมศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง
มีการลงมติรับรองจากที่ประชุมรัฐสภากลั่นกรองจนได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 99 คน
ใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ 233 วัน แล้วเสนอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง
แล้วทูลเกล้าฯ ถวายให้ลงพระปรมาภิไธย
กฎหมายและความเป็นมาของกฎหมาย
ในองค์การทุกองค์การจำเป็นจะต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ของตนเองเพื่อใช้ปกครองสมาชิกขององค์การ
จุดมุ่งหมายของการมีระเบียบข้อบังคับก็เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ความสงบและความยุติธรรมทั้งกิจการส่วนบุคคลและกิจการสาธารณะ รัฐก็คือองค์การหนึ่ง
จึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ
เพื่อความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในรัฐเช่นกัน
กฎเกณฑ์ข้อบังคับเหล่านี้คือ กฎหมาย
นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของรัฐแล้ว
ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะรักษาสิทธิและเสรีภาพตลอดจนผลประโยชน์ของประชาชน
อีกทั้งรัฐบาลก็ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก
การปกครองจะอยู่ในกรอบระเบียบหลักเกณฑ์ของกฎหมายเป็นแนวทางไปสู่ประโยชน์สุขส่วนรวมของรัฐ
ดังนั้นเราพอจะได้ความคิดเกี่ยวกับความเป็นมาของกฎหมาย
กล่าวคือเกิดจาก “กฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นของรัฐ เพื่อก่อให้ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ความสงบสุข ตลอดจนความก้าวหน้าให้แก่รัฐ”
กฎหมายได้ถูกบัญญัติขึ้นมาจากความต้องการที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยในรัฐ
และเพื่อที่ประชาชนจะได้รู้สิทธิและหน้าที่อันมีขอบเขตแน่นอนเพื่อที่สะดวกต่อการปฏิบัติตัวในสังคมของรัฐ
ประเภทของกฎหมาย
โดยทั่วไปแล้วกฎหมายแบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือ
1.
กฎหมายสารบัญญัติ (Substantive
Law) คือ กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดและรับรองสิทธิ
ตลอดจนประโยชน์ของประชาชน อาทิ กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ที่กำหนดว่าการทำเช่นใดเป็นการละเมิดกฎหมาย มีโทษใดบ้าง ฯลฯ
2.
กฎหมายวิธีสบัญญัติ (Procedual
Law)
คือ กฎหมายที่แสดงถึงวิธีการพิจารณาความในศาล
กำหนดวิธีการคุ้มกันสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน
บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือผลประโยชน์ที่รับรองโดยกฎหมายสารบัญญัติ
เมื่อนำเรื่องขึ้นฟ้องร้องต่อศาลแล้วนั้น เรียกว่าโจทก์ (Plaintif)
และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ล่วงละเมิดสิทธินั้น
เรียกว่า จำเลย (Defendant) จะนำกฎหมายวิธีสบัญญัติมาใช้พิจารณาคดี
กฎหมายวิธีสบัญญัติจะเป็นกฎหมายที่ทำให้กฎหมายสารบัญญัติมีผลบังคับใช้ได้ เช่น
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติของกฎหมายอาญา
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายลักษณะพยาน เป็นต้น
นอกจากนี้
เรายังสามารถแบ่งกฎหมายตามขอบเขตที่ใช้บังคับและตามความมุ่งหมายที่จะควบคุมบังคับ
ระหว่างเอกชนต่อเอกชน ระหว่างเอกชนต่อรัฐ หรือระหว่างรัฐกับรัฐได้
โดยอาจจะแบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.
กฎหมายภายในประเทศ (National
Law)
2.
กฎหมายระหว่างประเทศ (International
Law)
1.
กฎหมายภายในประเทศ (National
Law) คือ กฎหมายที่ใช้บังคับภายในรัฐ
ต่อบุคคลทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนของรัฐนั้นๆ หรือคนต่างด้าวก็ตาม หากบุคคลนั้นๆ
ได้อาศัยอยู่ในรัฐแล้วก็ย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายในประเทศทั้งสิ้น
กฎหมายภายในประเทศเกิดจากอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้นๆ
ให้อำนาจรัฐสามารถบัญญัติกฎหมายขึ้นใช้บังคับในประเทศได้
เป็นการแสดงออกอำนาจอธิปไตยภายในรัฐ
โดยทั่วไปแล้ว
กฎหมายภายในประเทศก็แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1.1
กฎหมายเอกชน (Private Law)
1.2
กฎหมายมหาชน (Public Law)
โดยใจความกว้างๆ
แล้ว การกระทำผิดที่กระทบกระเทือนต่อรัฐ
ต่อประชาชนโดยส่วนรวมถือว่าอยู่ในข่ายของกฎหมายมหาชน ส่วนการกระทำผิดใดๆ
ระหว่างเอกชนธรรมดาโดยไม่กระทบกระเทือนต่อรัฐหรือประชาชนเป็นส่วนรวมแล้ว
ความผิดนั้นก็จะได้รับการพิจารณาโดยกฎหมายเอกชน อธิบายได้ดังนี้
1.1
กฎหมายเอกชน (Private
Law) บางทีเรียกว่า กฎหมายแพ่ง (Civil Law) อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล
บุคคลกับนิติบุคคล (นิติบุคคล คือ บุคคลตามกฎหมาย ไม่ใช่บุคคลจริง ตัวอย่างเช่น
ธนาคาร ห้างร้าน เป็นต้น) หรือระหว่างเอกชนกับเอกชน และได้กำหนดวิธีการต่างๆ
เพื่อให้เอกชนกับบุคคลสามรถรักษาและป้องกันสิทธิของตนมิให้ถูกละเมิดหรือไปละเมิดผู้อื่นได้
ในกฎหมายเอกชนนี้รัฐมีหน้าที่เป็นผู้ตัดสินโดยศาลยุติธรรม
กฎหมายเอกชนที่สำคัญ ได้แก่
กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ดิน สัญญาต่างๆ เช่น สัญญากู้ยืม ทะเบียนสมรส
ทรัพย์ มรดก นิติกรรม พินัยกรรม บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฯลฯ
ซึ่งรวมอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ซึ่งถ้ามีการละเมิดละเมิดสิทธิเสรีภาพในเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว
จะไม่ส่งผลกระทบไปถึงบุคคลส่วนใหญ่
บทลงโทษในกฎหมายแพ่งจึงเป็นเพียงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กันเท่านั้น
1.2
กฎหมายมหาชน (Public
Law) กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายซึ่งรัฐเป็นคู่กรณีด้วย เป็นกฎหมายที่มีขอบเขตกว้าง
บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน กฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.2.1
กฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constitutional
Law) กฎหมายภายในประเทศอื่นใดขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องถือว่ากฎหมายนั้นเป็นโมฆะ
เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สูงสุด กำหนดรูปของรัฐ วิธีการปกครอง
โครงร่างและกระบวนการปกครองอย่างกว้างๆ
กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ส่วนมากได้กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานขอปงระชาชนไว้โดยชัดเจนพอสมควร
โดยที่รัฐก้าวก่ายไม่ได้
ปัญหาของการตีความของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ในบางรัฐก็เป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติ บางรัฐก็เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา เช่น
สหรัฐอเมริกา ส่วนไทยเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
1.2.2
กฎหมายปกครอง (Administrative
Law) คือ กฎหมายที่มีบัญญัติอย่างละเอียดถึงการกำหนดองค์การของรัฐ
เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการปฏิบัติการต่างๆ
ตามกฎหมายวิธีการที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ตลอดจนกำหนดถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์การและเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อประชาชน
อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า
กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่ขยายความให้ละเอียดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ
1.2.3
กฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (Criminal Law and
Procedure) ในการรักษาความสงบของรัฐ
รัฐจำต้องถือความผิดบางอย่างที่เกี่ยวข้องกระทบกระเทือนต่อประชาชนหรือสังคมส่วนรวม
และบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นการทำผิดต่อรัฐโดยตรง
รัฐต้องทำหน้าที่อัยการฟ้องร้องให้ศาลตัดสินลงโทษตามกฎหมายอาญา
การประกอบอาชญากรรม เช่น การฆ่าคนตาย
การปล้นสะดม เป็นต้น ถือเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อประชาชนทั่วไปและรัฐด้วย
ฉะนั้นถึงแม้ว่าเข้าทุกข์อาจจะไม่ต้องการเอาเรื่องเอาราว
แต่รัฐจำเป็นต้องทำการดำเนินคดีและเป็นเจ้าทุกข์เสียเอง
การพิจารณาว่าความผิดเช่นใดเป็นความผิดทางอาญา
ความผิดเช่นใดเป็นความผิดทางแพ่งก็แตกต่างกันในแต่ละรัฐ เช่น
คดีจ่ายเช็คไม่มีเงินนั้น สำหรับประเทศไทยถือเป็นความผิดทางอาญา
แต่ในสหรัฐอเมริกาเป็นความผิดทางแพ่ง
กฎหมายอาญานี้
ได้กำหนดโทษของการกระทำผิดละเมิดกฎหมายเป็นลำดับแน่นอนลดหลั่นลงไป
เรียงลำดับได้ดังนี้ 1. ประหารชีวิต 2.
จำคุก 3. กักขัง 4. ปรับ
5. ริบทรัพย์สิน
ลงโทษตามระดับความหนักเบาของความผิดที่กระทำ เช่น
โทษลักขโมยก็ย่อมเบากว่าโทษฆ่าคนตาย ตลอดจนการกำหนดองค์ประกอบของความผิด เช่น
เป็นผู้ที่สั่งให้กระทำหรือผู้ที่ไม่ให้กระทำหรือกระทำผิดเองโดยเจตนาหรือประมาท
ไปจนกระทั่งการลดหย่อนผ่อนโทษให้ในบางกรณี
เพื่อให้การใช้กฎหมายอาญานี้เป็นไปตามระเบียบแบบแผน
ก็ได้มีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดวิธีการที่องค์การรัฐจะนำตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องร้องต่อศาล
การกำหนดเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจ วิธีใช้
ตลอดจนหลักประกันต่อประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพทางอาญา
2.
กฎหมายระหว่างประเทศ (International
Law) คือ
ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ
ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศนี้ส่วนใหญ่
มาจากสนธิสัญญาระหว่างประเทศและขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาในการติดต่อระหว่างกัน
เมื่อพิจารณาดูแล้วกฎหมายระหว่างประเทศนั้น
อาจเป็นเพียงข้อตกลงสัญญากันระหว่างรัฐมากกว่ากฎหมายจริงๆ
เพราะไม่มีองค์กรที่เหนือกว่ารัฐเป็นผู้ออกกฎหมายหรือใช้อำนาจบังคับลงโทษ
เมื่อมีผู้ละเมิดข้อตกลงก็ไม่มีองค์กรใดที่จะมีอำนาจลงโทษผู้ละเมิดได้
เหมือนอย่างกฎหมายภายในประเทศ
รัฐคู่กรณีอาจจะใช้วิธีไม่คบค้าสมาคมทางการค้าและทางการทูตกับรัฐที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ในกรณีที่รุนแรงสงครามก็เป็นเครื่องมือที่จะรักษาหรือละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศได้
แต่ถ้าจะพิจารณาดูในแง่ที่ว่ากฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นต่อองค์กรเพื่อก่อให้เกิดความเป็นระเบียบและความสงบสุข
ตลอดจนความก้าวหน้าให้แก่องค์กรแล้ว ในแง่นี้กฎหมายระหว่างประเทศก็เป็นกฎหมายประเภทหนึ่ง
เพราะกฎหมายระหว่างประเทศมีการตกลงกันในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
การประกาศสงคราม การทำสัญญาสันติภาพ การกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในท้องทะเลหลวง ฯลฯ
กฎเกณฑ์เหล่านี้ช่วยนำมาซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อรัฐต่างๆ พอสมควร
การที่รัฐต่างๆ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศก็อาจจะเพราะเกรงกลัวสงคราม
หรือกลัวว่าจะสูญเสียผลประโยชน์ของตน
ตลอดจนทั้งการได้รับความนับหน้าถือตาและความเชื่อถือมากกว่าบุคคลที่ชอบเล่นอะไรนอกกติกา
ที่มาของกฎหมาย
แหล่งที่มาของกฎหมายมีอยู่มากมายหลายทาง
และมีการวิวัฒนาการหรือเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด
เพราะเมื่อมีสังคมหรือกลุ่มชนก็ย่อมต้องมีกฎหมาย ดังนั้น
เราพอจะแบ่งที่มาของกฎหมายได้โดยลักษณะทั่วไป 9 แหล่งด้วยกัน คือ
1.
ขนบธรรมเนียมประเพณี (Custom)
2.
การออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติ (Legislation)
3.
คำสั่งและกฤษฎีกาที่ออกโดยฝ่ายบริหาร (Executive
Decree)
4.
คำพิพากษาของศาล (Judicial
Decisions)
5.
บทความทางวิชาการกฎหมาย (Commentaries)
6.
รัฐธรรมนูญ (Constitution)
7.
สนธิสัญญาต่างๆ (Treaties)
8.
ประมวลกฎหมาย (Codification)
9.
ประชามติ (Referendum)
1.
ขนบธรรมเนียมประเพณี (Custom)
เป็นที่มาที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของกฎหมาย ซึ่งต้นตอมาจากนิสัยของสังคม
หรือนิสัยทางสังคม (Social
Habit) อันเป็นที่มาของบรรดากฎหมายพื้นฐานของรัฐหนึ่งๆ
ขนบธรรมเนียมประเพณีมักจะได้รับอิทธิพลจากทางศาสนาด้วยเป็นอันมาก
การวิวัฒนาการเริ่มแรกของรัฐสมัยใหม่นั้น
ส่วนใหญ่ก็มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองประเทศ และมักมีหลักปฏิบัติว่าขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นบางประการ
จะนำมาใช้เหมือนหลักแห่งกฎหมายในประเทศ
จนกระทั่งได้นำเอาขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างมาใช้บังคับเป็นกฎหมายด้วย
2.
การออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติ
(Legislation) ในรัฐปัจจุบันส่วนใหญ่
สภานิติบัญญัติเป็นแหล่งกำเนิดกฎหมายแห่งแรกที่สุดและประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ถือว่าการออกกฎหมายซึ่งนำมาบังคับในประเทศนั้น
ก็เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของประชาชาติ
ซึ่งได้เลือกผู้แทนของตนเพื่อพิจารณายกร่างกฎหมายอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนมากนั่นเอง
3.
คำสั่งและกฤษฎีกาที่ออกโดยฝ่ายบริหาร (Executive
Decree)
คือ กฎหมายที่ฝ่าบริหารเป็นผู้ออกมาบังคับใช้
รัฐทุกรัฐในปัจจุบันเห็นข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลมีหน้าที่มากและกว้างขวาง
สภานิติบัญญัติไม่อาจออกกฎหมายได้อย่างเพียงพอเต็มที่
จึงได้มอบหมายอำนาจการออกกฎหมายบางประการให้กับคณะบริหาร เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือคับขันของรัฐ
แต่ข้อที่จะต้องสังเกต ก็คือ
คำสั่งของฝ่ายบริหารจะเป็นกฎหมายได้นั้นก็ต่อเมื่อฝ่ายบริหารได้รับมอบอำนาจในเรื่องนั้นๆ
จากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดเจน ระบุขอบเขตเอาไว้ หากมิได้รับมอบก็ถือว่าคำสั่งของฝ่ายบริหารนั้นไม่ได้เป็นผลทางกฎหมาย
ในกรณีที่เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารขึ้นและสภานิติบัญญัติถูกยุบไป
คำสั่งของคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารก็อนุโลมใช้เป็นกฎหมายได้เช่นกัน
4.
คำพิพากษาของศาล (Judicial
Decisions) ตามปกติโดยทั่วไปแล้วมนุษย์เรามักจะมีนิสัยทำตามสิ่งที่กระทำมาก่อนแล้ว
(Creature
of Habit) กล่าวคือ ผู้พิพากษาเคยตัดสินคดีเช่นนี้มาก่อน
เมื่อมีคดีที่คล้ายคลึงเกิดขึ้น ผู้พิพากษาก็ยึดถือเอาคำตัดสินที่แล้วมาเป็นหลัก (Judges
make laws) ประเทศอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดีที่ใช้หลักคำพิพากษาของศาลเป็นกฎหมายและยังคงใช้อยู่ตราบจนทุกวันนี้
ในปัจจุบันประเทศต่างๆ
มีรัฐธรรมนูญซึ่งเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้พิพากษาก็มีอิทธิพลในการสร้าง
เปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือขยายความ ตีความกฎหมายออกไปอีก
เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ
เมื่อถูกตีความจากผู้พิพากษาก็เปรียบเสมือนกับการออกกฎหมายใหม่นั่นเอง
5.
บทความทางวิชาการกฎหมาย (Commentaries) ความเห็นของนักวิชาการ
ตลอดทั้งการวิพากษ์ วิจารณ์ และการวิเคราะห์ในเรื่องของกฎหมาย
ซึ่งเน้นถึงความยุติธรรม ความสะดวก ความเหมาะสม หรือรวมเรียกว่า
ทำอย่างไรจึงจะเป็นกฎหมายที่ดีได้นั้น นักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของไทย เช่น
นายปรีดี พนมยงค์
ก็เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของสภานิติบัญญัติและคณะตุลาการหรือฝ่ายบริหารในการนำเอาความคิดเหล่านี้มาปรับปรุงกฎหมายเดิมให้ดียิ่งขึ้น
6.
รัฐธรรมนูญ (Constitution) เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ
เป็นแม่บทของกฎหมายทั้งหลาย เพราะไม่ว่ากฎหมายใดๆ ในรัฐนั้น
ถ้าขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว กฎหมายนั้นถือเป็นโมฆะ
รัฐธรรมนูญได้กำหนดวัตถุประสงค์และกระบวนการออกกฎหมายไว้อย่างชัดเจน
ฉะนั้นการยกร่างกฎหมายใดๆ ต้องถือเอาแนวทางรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
7.
สนธิสัญญาต่างๆ (Treaties)
คือ
ข้อตกลงระหว่างรัฐตั้งแต่ 2 รัฐขึ้นไป
ซึ่งได้ตกลงที่จะมีการรับผิดชอบในความสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อมีสนธิสัญญาต่อกันแล้ว
แต่ละรัฐซึ่งเป็นคู่ตกลงในสัญญาก็อาจจะต้องออกกฎหมายต่างๆ ภายในประเทศ
เพื่อให้อดคล้องกับสนธิสัญญานั้นๆ ที่ได้กำหนดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปได้ตามสนธิสัญญานั้นๆ
นอกจากนี้สนธิสัญญาต่างๆ
เหล่านี้ก็ยังเป็นแหล่งที่มาอันสำคัญที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย
8.
ประมวลกฎหมาย (Codification)
คือ
การรวบรวมกฎหมายต่างๆ มาจัดเป็นหมวดหมู่
กฎหมายคราสามดวงของไทยก็อาจถือเป็นประมวลกฎหมายได้ สำหรับการจัดประมวลกฎหมายหลายประเภท
หลายชนิด มาปรับปรุงแก้ไขตามาตรฐานที่ตั้งไว้นั้น
ประมวลกฎหมายที่มีชื่อเสียงเป็นหลักของประมวลกฎหมายทั่วไป คือ Napoleonic
Code หรือประมวลกฎหมายนโปเลียนแห่งปี ค.ศ.1804 ซึ่งได้อาศัยกฎหมายโรมันนั่นเอง
ประมวลกฎหมายปัจจุบันของไทยก็ได้รับอิทธิพลจาก Napoleonic
Code มากทีเดียง
9.
ประชามติ (Referendum) คือ
กฎหมายที่ประชาชนร่วมกันเสนอร่างกฎหมาย (Initiative) และมีสิทธิออกเสียงประชามติ
(Referendum) วิธีนี้ในประเทศฝรั่งเศส
สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ยังใช้กันอยู่เสมอ
ไทยได้พยายามริเริ่มให้ประชาชนมีส่วนในข้อนี้มากยิ่งขึ้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2540
กฎหมายกับการรักษากฎหมาย
(Law
and Enforcement)
กฎหมายในรัฐจะดี
จะยุติธรรม มีเหตุผล หรือไม่นั้น
ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นปัญหาของค่านิยม (Value
Judgement)
หรือปัญหาของการตีความ (Problem of Interpretation) เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะพิจารณากฎหมายในอีกแง่หนึ่ง
การรักษากฎหมาย
ประเด็นการบังคับใช้กฎหมายจริงจึงสำคัญเท่าๆ
กับการที่รัฐต้องมีกฎหมายที่ดี เพราะหากมีกฎหมายที่ดีแล้วไม่มีการบังคับใช้จริง
ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ทำให้เกิดรัฐที่ดี ขณะเดียวกันหากมีการบังคับใช้กฎหมายจริงแต่กฎหมายไม่มีเหตุผล
ก็ไม่ก่อให้เกิดรัฐที่ดีเช่นกัน
การที่กฎหมายจะบังคับใช้ได้จริงยังขึ้นอยู่กับประชาชนในรัฐนั้นๆ
ด้วย เราพอจะแยกประเภทของการละเมิดกฎหมายออกเป็น 2 ประการ คือ
1.
ละเมิดเพราะไม่รู้
2.
ละเมิดเพื่อผลประโยชน์
1.
ละเมิดเพราะไม่รู้ ข้อนี้ตามหลักกฎหมายแล้วฟังไม่ขึ้น
เพราะคนทุกคนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แต่ตามหลักความจริงแล้วมีอยู่มาก
ในข้อนี้เองที่การศึกษาจะต้องเน้นถึงหน้าที่ของประชาชนที่จะเป็นต้องรู้กฎหมายตามสมควร
2.
ละเมิดเพื่อผลประโยชน์ การละเมิดกฎหมายประเภทนี้สามารถชี้ชัดได้ถึงการได้รับการอบรมของพลเมืองนั้นๆ
อาจจะบ่งถึงความมักง่าย เอาความสะดวกของตนเป็นใหญ่
การมุ่งหวังที่จะกอบโกยผลประโยชน์เป็นจำนวนมากให้ตัวเอง
โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวมหรือกฎหมายทั้งสิ้น
การละเมิดกฎหมายประเภทนี้เป็นปัญหาในการรักษากฎหมาย เนื่องจากผู้ละเมิดมักจะให้สินบนแก่ผู้รักษากฎหมายร่วมกันทำทุจริต
ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย
ซึ่งถ้าประชาชนไม่กระตือรือร้นเพื่อแก้ไขปัญหา
อันเป็นผลประโยชน์โดยตรงกับตัวเองแล้ว กฎหมายก็ไม่มีความหมาย ฉะนั้น
การอบรมสั่งสอนประชาชนเพื่อให้ความเคารพกฎหมาย รู้กฎหมาย ให้ใช้เป็น รู้สิทธิตนเอง
จึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากที่สุดสำหรับประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย
แหล่งที่มา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น