วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556


           แนวความคิดว่าด้วยรัฐ
 

                รัฐ หรือประเทศเป็นหน่วยการเมืองที่สำคัญที่สุด และเป็นส่งที่มีบทบาทอย่างมากในการเมืองสมัยใหม่ ในพจนานุกรมได้ให้ความหมายว่า แว่นแคว้น บ้านเมือง ประเทศ มาจากคำบาลี รฏฐ หรือ ราษฎร ในภาษาสันสกฤต

 

               ชุมชนทางการเมืองในอดีต

1.     ชุมชนบุพกาล ไม่มีระเบียบการปกครอง เป็นการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด และรวมตัวกันเป็นชุมชนเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ในเรื่องของอาหาร

2.        ชนเผ่า (Tribe) หรือ กลุ่มเครือญาติ (Clan) จัดเป็นรัฐที่พัฒนาน้อยที่สุดมักจะเน้นขนบธรรมเนียมประเพณีมาก การแต่งกายก็จะเป็นลักษณะเครื่องแบบที่คล้ายๆ กัน และจะบ่งบอกสถานภาพของผู้แต่งกายนั้นๆ ได้ ปกครองโดยหัวหน้า หรือผู้อาวุโส การยึดติดอยู่กับดินแดนอาณาเขตที่แน่นอนมีน้อย มักจะเร่ร่อนที่อยู่เป็นครั้งคราว

3.          แคว้น (Province / Principality) แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

1)              นครรัฐ (City State) ตัวอย่างที่สำคัญ คือ นครรัฐของกรีซ  ซึ่งมีความยึดมั่นในเสรีภาพและมีความนิยมชมชอบในความเป็นมนุษย์เป็นที่ยิ่ง ชาวกรีกโบราณไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของผู้เผด็จการหรือพระในศาสนาใดๆ โลกทัศน์ของชาวกรีกจะเป็นแบบมีเหตุมีผลไม่งมงายติดอยู่กับความเชื่อหรือศาสนาจนเกินไป ชาวกรีกโบราณถือว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่ง ดังนั้น การแสวงหาความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ และทำให้เกิดมรดกแก่โลกทั้งทางด้านความคิด ปรัชญา และที่สำคัญมากสำหรับวิชารัฐศาสตร์ ก็คือ แนวความคิดประชาธิปไตย

2)              รัฐฟิวดัล (Feudal State) มีลักษณะที่สำคัญ คือ การยึดพื้นที่เป็นหลักสำคัญโดยพวกขุนนาง (Lord) บังคับให้ผู้คนเป็นทาสติดที่ดิน(Serf) ทำงานรับใช้และเกณฑ์เป็นทหารในยามศึกสงครามด้วย โดยขุนนางจะให้การคุ้มครองเป็นผลตอบแทน

3)              รัฐเจ้า (Principality) เป็นรัฐที่เกิดขึ้นในสมัยยุคกลาง โดยมีเจ้า (Prince) เป็นผู้ปกครอง ยังไม่มีคำว่า รัฐ (State) เพราะ ยังไม่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดในการปกครอง ยังเป็นการปกครองแบบจารีตดั้งเดิม และมีการรวมกันใช้อำนาจระหว่างรัฐกับองค์กรทางสังคมต่างๆ เช่น ศาสนจักร สภาขุนนาง และสมาคมต่างๆ เป็นต้น

4.           อาณาจักร (Kingdom) คือ รัฐที่มีพระเจ้าแผ่นดิน หรือ กษัตริย์ (King) ปกครอง โดยแบ่งชนชั้นเป็นผู้ปกครอง กับ ผู้อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งก็คือ ประชาชน ในยุคกลางได้มีความพยายามที่จะแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักร และสร้างศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่กษัตริย์แทนที่จะเป็น พวกพระ พวกขุนนาง หรือ เจ้าผู้ครองแว่นแคว้นต่างๆ

5.            จักรวรรดิ (Empire) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

1)      จักรภพของประเทศตะวันออก (Oriental Empire) คือ เป็นรัฐในรูปแบบรัฐเผด็จการที่มีการปกครองแบบรวมอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางของชนชั้นปกครองมีอำนาจเด็ดขาด ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตเหมือนข้าทาสไม่ค่อยมีสิทธิมีเสียงเท่าไรนัก

2)        จักรวรรดิโรมัน (The Roman Empire) เป็นจักรวรรดิที่มีความเป็นนิติรัฐ ในแง่ที่ว่ากฎหมายของโรมันให้ความเท่าเทียมกันแก่บรรดาชาวโรมันทั้งปวง ทั้งยังมีความพยายามที่จะให้สิทธิในการเป็นพลเมือง (Citizenship) แก่บุคคลต่างชาติที่มีความสามารถ หรือทำโยชน์ให้แก่ประเทศ ทั้งนี้ทุกคนต้องรู้กฎหมาย คือ รู้ทั้งสิทธิและหน้าที่ของตน กฎหมายของโรมันจะถูกจารึกไว้บนแผ่นไม้หรือโลหะแล้วนำไปตั้งไว้ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ เพื่อที่คนทุกคนจะได้อ่านและเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตน สำหรับจักรวรรดิโรมันได้มีการปกครองมาแล้วหลายแบบ ทั้งแบบกงสุล (Consul) การปกครองโดยสภา (Senate) และต่อมาก็เป็นจักรพรรดิ (Emperor)

                   การเมืองในระยะแรก

-                    มีประชากรจำนวนหนึ่ง

-                    มีผลผลิตมากพอที่จะเหลือ (Surplus)

-                    มีการแบ่งงานกันทำ (Division of Labour) คนบางกลุ่มไม่ต้องทำการผลิต

-                    มีการแบ่งชนชั้นทางสังคม (Social Stratification) เป็นชนชั้นปกครอง ผู้อยู่ใต้ปกครอง

-                    มีความเชื่อบางอย่างเป็นพื้นฐานของการยอมรับอำนาจ

 

               พัฒนาการสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่

                ในช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 14 คนโดยส่วนมากยังยึดติดกับสถานะที่เป็นคนทำงานบนที่ดิน หรือเกณฑ์แรงงานให้แก่พวกขุนนาง หรือเจ้าแว่นแคว้นต่างๆ โดยทำงานบนที่ดินของตนที่มีผลผลิตเพียงพออยู่พอกิน และยังไม่มีความคิดว่าตัวเองเป็นคนของรัฐใด เพราะในช่วงนั้นมีการรบพุ่ง แย่งดินแดนกันตลอด ทำให้บางครั้งประชาชนก็ถูกกวาดต้อนไปยังดินแดนอื่น หรือบางครั้งก็มีผู้ปกครองคนใหม่มาปกครองดินแดนนั้นแทน ทำให้ยังไม่มีการให้ความสำคัญแก่ผู้ปกครองของตนมากนัก

                ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 - 15 พวกกษัตริย์ยุโรปได้พยายามสร้างอำนาจของตนให้มากขึ้น และพยายามที่จะรวมอำนาจในการปกครองดินแดนที่กว้างใหญ่ ซึ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเป็นรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ในยุโรป รูปแบบของรัฐก็ยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19

                ในช่วงระยะแรกของการสร้างความเป็นรัฐในยุโรป ประชาชนก็ยังไม่มีความรู้สึกแตกต่างว่าเขาเป็นคนของรัฐใด เพราะบางครั้งดินแดนที่อาศัยก็ถูกยกให้รัฐอื่นด้วยเงื่อนไขของการแต่งงาน การสงคราม หรือการชดใช้หนี้ ทำให้ประชาชนยังเป็นเพียงทรัพย์สมบัติที่สามารถโอนย้ายให้แก่ผู้ปกครองคนอื่นได้

                การสร้างรัฐสมัยใหม่ในยุโรปอาจจะกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นได้โดย นโปเลียน โบนาปาร์ท (Napolean Bonaparte) ในช่วง ค.ศ.1800-1815 ในประเทศฝรั่งเศส เขาได้สร้างความเป็นหนึ่งจากการเกิดความตื่นตัวและความต้องการในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ด้วยการสร้างระบบราชการและกองทัพที่มีประสิทธิภาพและมีความตื่นตัว ผลของรัฐที่สร้างขึ้นนี้เกือบจะทำให้ยึดครองยุโรปไว้ได้ทั้งหมด และเป็นผลทำให้คนในประเทศรู้สึกว่าเขาไม่ได้สู้เพียงเพื่อตัวพวกเขาทั้งนั้น แต่เพื่อประเทศของพวกเขา (ฝรั่งเศส)

                ผลหลังจากนี้ ทำให้เกิดรัฐสมัยใหม่ทั้งในยุโรปและอเมริกาตอนเหนือในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ประชาชนส่วนมากในโลกก็ยังอาศัยอยู่ท่ามกลางการจัดแจงโดยคนอื่น เนื่องจากการขยายตัวของการล่าอาณานิคมของยุโรป ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 - 19 ได้แบ่งส่วนอื่นๆ ของโลกออกเป็นอาณานิคมของประเทศต่างๆ ในศตวรรษที่ 20 อำนาจของยุโรปได้หมดไปเนื่องด้วยผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 อาณานิคมต่างๆ ได้แยกตัวเองออกเป็นรัฐอิสระ พวกผู้นำของรัฐเหล่านี้ต่างเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาในยุโรปทั้งสิ้น ได้นำรูปแบบของรัฐในยุโรปมาจัดองค์กรทางการเมืองของประเทศของตน และในที่สุดรัฐสมัยใหม่ได้เป็นรูปแบบสากลขององค์กรทางการเมือง

 

               กำเนิดของรัฐ

                การก่อกำเนิดของรัฐมีการตั้งประเด็นวิเคราะห์กันเป็นอย่างมากว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้ก็คือว่า รัฐสมัยใหม่พัฒนาขึ้นเนื่องด้วยการเข้ามาของอุตสาหกรรมและธุรกิจ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ย่อมต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก และต้องการแรงงานที่อยู่ในท้องที่เดียวกันเพื่อความสะดวกในการดำเนินงาน และเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในลักษณะมหภาคแล้ว ความซับซ้อนในการพัฒนาความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐเข้ามามีบทบาทอย่างมาก

                จากการพัฒนาของรัฐนี้เอง พ่อค้าและนักอุตสาหกรรมจึงสามารถที่จะสร้างกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่มีเอกภาพได้ และยังขายผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดขนาดใหญ่ภายใต้กฎหมายชุดเดียวกัน สินค้าสามารถขนส่งได้อย่างสะดวก ปราศจากการถูกเก็บภาษีพิเศษที่สามารถผ่านจากส่วนหนึ่งของรัฐเป็นสู่อีกส่วนหนึ่งได้ ในลักษณะมหภาคเช่นนี้ โรงงานและเรือขนาดใหญ่สามารถสร้างได้ อุตสาหกรรมและธุรกิจจึงได้รับผลประโยชน์จากพัฒนาการของรัฐ


                ในความหมายลักษณะเช่นนี้ จึงสรุปได้ว่า

1.     อุตสาหกรรมและธุรกิจสมัยใหม่ต้องการบางสิ่งที่เป็นลักษณะเช่น รัฐ และการเข้ามาของการรถไฟ รวมทั้งการส่งโทรสารในศตวรรษที่ 19 รัฐบาลจึงสามารถตรวจสอบได้อย่างฉับไวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ และสามารถเข้าแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

2.        รัฐ ต้องการธุรกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่เพื่อที่จะเป็นการง่ายที่จะควบคุมประชาชนและเก็บภาษีจากพวกเขา และจากการที่รัฐมีพัฒนาการนี้ ทำให้รัฐบาลสามารถที่จะขยายและกระจายอำนาจได้กว้างขวางขึ้น


องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่

            รัฐหนึ่งๆ จะมีความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่สมบูรณ์ได้ จะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ประการ คือ

1.         ประชาชน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของรัฐ กล่าวคือ รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชาชนอาศัยอยู่จึงจะเป็นรัฐขึ้นมาได้ ความเจริญก้าวหน้าหรือตกต่ำเสื่อมโทรมของรัฐนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประชาชนของรัฐนั้นๆ นั่นเอง  ดังนั้นทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่มีค่า การที่ประชาชนมีคุณภาพสูง คือ สุขภาพอนามัยดี มีความรู้สูง มีระเบียบวินัยดี ก็จะสามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ถึงแม้ทรัพยากรจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยก็ตาม

ทั้งนี้จำนวนประชากรก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นมหาอำนาจ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีปะชากรกว่าพันล้านคน แต่บางครั้งมหาอำนาจก็อาจจะมีประชากรจำนวนน้อย แต่มีคุณภาพสูง และการที่เราจะวางกฎเกณฑ์ที่แน่นอนได้ว่ารัฐหนึ่งๆ ควรมีประชาสักเท่าไร คงจะกระทำไม่ได้ เพียงแต่อนุมานไว้ว่ามีจำนวนประชากรเพียงพอที่สามารถปกครองตัวเองได้ก็เป็นรัฐได้

ในทางกฎหมายนั้น ประชาชนของรัฐใดก็จะมีสัญชาติ (Nationality) ของรัฐนั้น ส่วนชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในรัฐอื่นเรียกว่าคนต่างด้าว (Alien) คนต่างด้าวเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐที่ตนไปอาศัยอยู่ด้วย อนึ่งมีข้อสังเกตในกรณีที่ราชอาณาจักรไทยมีการกำหนดเรื่องเชื้อชาติ (Race) เกี่ยวกับประชาชนชาวไทย หรือที่เรียกว่าเชื้อชาติไทย (Thai Race) ทั้งที่โดยทั่วไปความหมายชองเชื้อชาติ นั้นเป็นเกณฑ์ในการแบ่งมนุษยชาติตามผิวพรรณซึ่งมีผิวขาว ผิวเหลือง ผิดดำ หรือแบ่งเกณฑ์ตามเผ่าพันธุ์เป็นคอเคซอยด์ มองโกลอยด์ และนิกรอยด์

 

2.      ดินแดนที่แน่นอน เป็นความคิดใหม่เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือในการชั่ง ตวง วัดที่ทันสมัยขึ้น และเป็นสาเหตุใหญ่มากสาเหตุหนึ่งของสงครามและการปะทะกัน ดินแดนที่แน่นอนนี้มีพื้นดิน น่านน้ำทั้งอาณาเขตในแม่น้ำ ทะเลสาบ และอาณาเขตใต้ทะเล นอกจากนี้ยังรวมถึงขอบเขตของท้องฟ้าที่อยู่เหนืออาณาเขตของพื้นดินและท้องน้ำทั้งหมดอีกด้วย

อาณาเขตบนพื้นดินนั้นตามหลักการสากลแล้วมักยึดเอาพรมแดนธรรมชาติ เช่น เทือกเขา แม่น้ำ เป็นเกณฑ์ สำหรับในที่ราบก็จะมีการปักเขตแดนอย่างชัดเจน

ส่วนอาณาเขตในท้องทะเลนั้น เดิมทีตามหลักสากลจะยึดถือเอาว่าอาณาเขตของรัฐที่เรียกว่าเขตอธิปไตยนั้น นับจากชายฝั่งออกไปในทะเล 3 ไมล์ ซึ่งจัดว่าปลอดภัยจากวิถีของกระสุนปืนใหญ่ของเรือรบสมัยก่อน ต่อมาเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอาวุธปืนใหญ่ยิงได้ไกลกว่า 3 ไมล์ ทำให้มีการกำหนดอาณาเขตทางท้องทะเลใหม่เป็น 12 ไมล์ แต่ปัจจุบันแทบไม่มีความหมาย เพราะเทคโนโลยีทางอาวุธประเภทขีปนาวุธสามารถยิงไปได้ไกลมาก จึงได้เปลี่ยนไปพิจารณาทางเศรษฐกิจแทน เนื่องจากท้องทะเลนั้นเป็นแหล่งที่มั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ และแหล่งแร่ อาทิ น้ำมัน ทองคำ ยูเรเนียม

ต่อมาได้มีการตกลงกันทำอนุสัญญา (Convention) พ.ศ.2535 ในการประชุมนานาชาติ ที่จัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ แต่กว่าจะมีผลบังคับใช้ โดยการที่มีประเทศให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ ก็เป็นปี พ.ศ.2537 หลักการสำคัญ คือ ทุกประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับท้องทะเลจะมีอาณาเขตที่มีอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่นับจากชายฝั่งออกไป 12 ไมล์ ส่วนเขตเศรษฐกิจจำเพาะ คือ เขตที่รัฐเจ้าของจะมีสิทธิอธิปไตยออกไป 200 ไมล์ เรียกว่า เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone) ถือเป็นเขตแดนที่รัฐเจ้าของมีสิทธิในทรัพยากรทั้งมวลในทะเล บรรดาเรือของรัฐอื่นสามารถที่จะแล่นผ่านได้ แต่ต้องไม่ทำการจับสัตว์น้ำหรือทำกิจกรรมทางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในทางปฏิบัติการวัดพื้นที่แบบนี้ ย่อมทำให้มีอาณาเขตที่ทับกันอยู่เป็นส่วนใหญ่

ที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศก็มีความสำคัญต่อประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศเยอมันนี้ที่ไม่พรมแดนธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นประเทศที่นิยมการทหาร รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

3.     รัฐบาล คือ องค์การหรือสถาบันทางการเมือง ที่สามารถจัดระเบียบ ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ และรักษาความสงบในการอยู่ร่วมกันของประชาชน ทั้งยังเป็นตัวแทนของประชาชน ทำการทุกอย่างในนามของประชาชนกลุ่มนั้นในอาณาเขตนั่นเอง

การที่มีรัฐบาลขึ้นได้นั้น จำเป็นจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน รัฐบาลจะยืนยงอยู่ได้ก็ด้วยการสนองความต้องการของประชาชน สามารถรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ให้ความยุติธรรมต่อประชาชน ป้องกันการรุกรานจากประเทศอื่น โดยประชาชนมีหน้าที่เสียภาษีอากรและปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลที่บัญญัติออกมา

4.      อำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งก็คือ การแสดงออกซึ่งเอกราชของประเทศหนึ่งๆ ที่สามารถจะเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดนโยบายของตนเองและนำนโยบายของตนออกมาบังคับใช้ได้เต็มที่ โดยไม่ต้องตกอยู่ใต้คำบัญชาของประเทศอื่นใด

อำนาจอธิปไตยเป็นแนวคิดทางกฎหมาย ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นอำนาจอธิปไตยภายในและอำนาจอธิปไตยภายนอก กล่าวคือ อำนาจอธิปไตยภายในเป็นอำนาจที่ออกกฎหมายและรักษากฎหมาย ตลอดจนบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนอำนาจอธิปไตยภายนอก คือ อำนาจที่ประเทศจะดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ รวมทั้งอำนาจที่จะประกาศสงครามและทำสนธิสัญญาสันติภาพ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า เอกราช ก็คือ อำนาจอธิปไตยภายนอกนั่นเอง

หากถามว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ปัจจุบันดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันโดยทั่วไปว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ระบุไว้ชัดเจนใน มาตรา 3 ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล มีการแบ่งแยกองค์กรที่ใช้อำนาจออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ

อำนาจนิติบัญญัติ คือ อำนาจในการออกกฎหมายไว้ใช้ในการปกครองประเทศ ตามหลักโดยทั่วไปแล้ว คือ รัฐสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประชาชนได้เลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนในการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และเพื่อนำมาซึ่งความกินดีอยู่ดีของประชาชนตลอดจนความมั่นคงของประเทศ ประกอบกับมีวุฒิสภาคอยพิจารณาให้ความเห็นชอบ และให้คำแนะนำในเรื่องของการออกกฎหมายต่างๆ

อำนาจบริหาร คือ อำนาจซึ่งคณะรัฐมนตรีและข้าราชการทั้งหลายใช้ในการบริหาร ปกครองประเทศ ตามกฎหมายซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราออกมา

อำนาจตุลาการ หรือ อำนาจศาล มีอำนาจตัดสินคดีขัดแย้งต่างๆ ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือบุคคลกับรัฐตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราออกมาก หรือในบางกรณีของประเทศ ยังสามารถพิจารณาได้ด้วยว่ากฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราออกมาขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศหรือไม่

                สรุปคำจำกัดความของรัฐสมัยใหม่ คือ ชุมชนของมนุษย์จำนวนหนึ่งที่ครอบครองดินแดนที่มีอาณาเขตแน่นอน รวมกันอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลมิได้อยู่ในอำนาจควบคุมของรัฐอื่นๆ สามารถที่จะปกครอง และดำเนินกิจการภายในของรัฐตลอดจนทำการติดต่อกับรัฐอื่นๆ ได้โดยอิสระ

การรับรองรัฐ

            การรับรองรัฐ (Recognition) เป็นการแสดงออกให้เห็นว่า รัฐอื่นได้ให้ความเห็นชอบหรือเห็นว่ารัฐมีคุณสมบัติครบถ้วน จึงได้ให้การรับรอง และการรับรองแต่ละครั้งเป็นความสมัครใจของรัฐหนึ่งที่ได้ให้แก่รัฐหนึ่งโดยปราศจากการบังคับ ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นถือได้ว่า การรับรองรัฐทำให้รัฐมีสภาพเป็นบุคคลระหว่างประเทศ กล่าวคือ ขอให้สมมติว่าสังคมของรัฐเป็นสมาคมหนึ่ง ซึ่งผู้ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกจะต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกเดิมเสียก่อน ฉะนั้นรัฐที่ยังไม่ได้รับการรองรับจากรัฐใดเลย รัฐย่อมไม่ถือว่ารัฐนั้นเป็นบุคคลระหว่างประเทศ และไม่ยอมติดต่อด้วย และไม่ถือว่ามีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง ในกรณีที่เมื่อมีการแต่งทูตไปก็ไม่มีผู้ใดรับรอง

                ในปัจจุบันนี้ได้มีการแบ่งรับรองออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.               การรับรองตามข้อเท็จจริง (De facto Recognition)

2.               การรับรองตามกฎหมาย (De Jure Recognition) 

1.               การรับรองตามข้อเท็จจริง (De facto Recognition)

เป็นการรับรองโดยพฤตินัย การรับรองในลักษณะนี้เป็นการรับรองชั่วคราว กล่าวคือ เมื่อรัฐสงสัยว่าหน่วยการเมืองใหม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นรัฐได้หรือไม่และปฏิบัติตามพันธะระหว่างประเทศหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ในฐานะที่รัฐนั้นได้เกิดขึ้นตามสภาพความเป็นจริง แต่ยังไม่อาจให้การรองรับในรูปกฎหมาย คือ ให้สัตยาบัน ซึ่งหมายความว่า รัฐใหม่อาจจะเกิดขึ้น แต่รัฐอื่นยังสงสัยในลักษณะบางประการของรัฐใหม่ จึงเพียงแต่ให้ความยินยอมหรือรับรองว่ารัฐนั้นมีจริง เช่น รัฐในยุโรปตะวันตกได้ให้การรับรองข้อเท็จจริงกับรัฐฟินแลนด์ ซึ่งเกิดขึ้นใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1


2.               การรับรองตามกฎหมาย (De Jure Recognition)

เป็นการรับรองโดยนิตินัยและมีผลถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการรับรองต่อสภาพความถูกต้องของรัฐ ซึ่งประเทศที่ให้การรับรองจะต้องมีความมั่นใจว่าประเทศที่เกิดใหม่มีสภาพที่ถูกต้องครบบริบูรณ์ การรับรองทางนิตินัยมีลักษณะเป็นทางการและถาวร มีความสัมพันธ์ทางการทูตและแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตต่อกัน               

รูปของรัฐ (Form of State)

                รูปของรัฐ ใช้เกณฑ์รูปของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

1.               รัฐเดี่ยว (Unity State) รัฐส่วนใหญ่ในโลกเป็นรัฐเดี่ยว เช่น ไทย สวีเดน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีน สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ฯลฯ มีรูปแบบที่รัฐบาลกลางมีอำนาจสูงสุด ดำเนินการตามเจตนารมณ์และอำนาจหน้าที่ของรัฐ ตัวแทนในภูมิภาคต้องมาจากรัฐบาลกลาง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ ข้าราชการในท้องถิ่นต่างๆ พิจารณาดูจากประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าเดิมประเทศรัฐเดี่ยวจะมีการขยายอาณาเขตด้วยการรุกราน บังคับ แต่อาจจะมีการแบ่งอำนาจในท้องถิ่นปกครองตัวเองได้ตามที่รัฐบาลเห็นสมควร

2.               รัฐรวม (Composite State) เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์นั้น รัฐรวมจะเกิดจากการรวมตัวของแว่นแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกันโดยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ การเข้ามาร่วมกันนั้นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้อาจจะเกิดจากการที่มีการเรียกร้องหรือก่อกบฏของท้องถิ่นต่างๆ ที่ต้องการปกครองตัวเองในรัฐเดี่ยวต่างๆ ก็อาจจะมีการยินยอมให้บางส่วนมีสิทธิในการปกครองตัวเอง จัดให้เป็นเขตปกครองตนเอง (Autonomous) โดยการจัดให้มีรัฐสภาได้เป็นเอกเทศ เรียกวิธีการนี้ว่า Devolution


ตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศที่มีลักษณะเป็นรัฐรวม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ซึ่งมีรัฐบาลเป็นสองระดับ คือ รัฐบาลกลางกับรัฐบาลมลรัฐ (หรือ แคว้น, มณฑล ก็ได้ตามแต่จะเรียก) คือ ให้รัฐบาลกลางมีอำนาจอธิปไตยในส่วนที่เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องกับประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม เช่น การป้องกันประเทศ การประกาศสงคราม ทำสนธิสัญญากับประเทศอื่นๆ อำนาจในการดูแลควบคุมเงินตราของประเทศ การติดต่อกับนานาประเทศในการแต่งตั้งตัวแทนของประเทศในฐานะทูต ส่วนรัฐบาลระดับมลรัฐจะมีอำนาจอธิปไตยภายในเขตแดนมลรัฐของตนเองอย่างเต็มที่ กล่าวคือ มีอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการโดยรัฐบาลกลางจะยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงไม่ได้ หน้าที่ของรัฐบาลมักจะเกี่ยวข้องกับ การศึกษา การเทศบาล ส่วนถ้าเป็นปัญหาระหว่างมลรัฐจะเป็นอำนาจของรัฐบาลกลาง


ดังนั้น ลักษณะที่เป็นรัฐบาลซ้อน (Dual Government) นี้ ต่างเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน มีการแบ่งแยกอำนาจอย่างชัดเจน และมีการกำหนดว่าเรื่องใดเป็นเรื่องของรัฐบาลท้องถิ่น และเรื่องใดมีผลต่อส่วนรวมหรือทั้งประเทศ ก็จะเป็นเรื่องรัฐบาลกลาง

ชาตินิยมหรือความเป็นรัฐชาติ (Nationalism and Nation State)

                ชาติ (Nation) คือ กลุ่มคนที่ผูกพันเข้าด้วยกัน และระลึกถึงความคล้ายคลึงกันท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น ด้วยวัฒนธรรม และภาษาซึ่งดูเหมือนว่ามีความสำคัญในการสร้างความเป็นชาติ

                รัฐ (State) คือ องค์กรทางการเมือง ซึ่งมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด ที่จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในกิจการของตนเอง

                ชาตินิยม (Nationalism) หรือความเป็น รัฐชาติ (Nation State) จึงเป็นกระบวนการปลูกฝังความรู้สึก เป็นชาติลงในองค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่ ซึ่งก็คือ ประชาชน โดยการสร้างความรู้สึกแน่นแฟ้นว่าประชาชนทุกคนในรัฐนั้นเป็นพวกเดียวกัน ด้วยวิธีการ ได้แก่

1.     การสร้างสัญลักษณ์ร่วมกัน เช่น การใช้ธงชาติ การเดินขบวนฉลองในวันชาติ นำประวัติศาสตร์ของประเทศบรรจุไว้ในตำราเรียน

2.         การมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน เช่น ความเป็นมาของชาติไทยที่มาจาก อาณาจักรสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ การปฏิวัติฝรั่งเศสที่ถือเอาเป็นการก่อเนิดของรัฐชาติในยุโรป เป็นต้น


ดังนั้น รัฐบาลจึงควรสนับสนุนชาตินิยมหรือความเป็นรัฐชาติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความเกลียดชังรัฐอื่นแต่อย่างใด เหมือนสมัยของนาซี เยอรมัน แต่ควรเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในชาติของตน

 
 แหล่งที่มา
 
 

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น