แนวความคิดว่าด้วยรัฐ
รัฐ
หรือประเทศเป็นหน่วยการเมืองที่สำคัญที่สุด และเป็นส่งที่มีบทบาทอย่างมากในการเมืองสมัยใหม่
ในพจนานุกรมได้ให้ความหมายว่า แว่นแคว้น บ้านเมือง ประเทศ มาจากคำบาลี รฏฐ หรือ
ราษฎร ในภาษาสันสกฤต
ชุมชนทางการเมืองในอดีต
1. ชุมชนบุพกาล
ไม่มีระเบียบการปกครอง เป็นการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด
และรวมตัวกันเป็นชุมชนเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ในเรื่องของอาหาร
2.
ชนเผ่า (Tribe) หรือ กลุ่มเครือญาติ
(Clan) จัดเป็นรัฐที่พัฒนาน้อยที่สุดมักจะเน้นขนบธรรมเนียมประเพณีมาก
การแต่งกายก็จะเป็นลักษณะเครื่องแบบที่คล้ายๆ กัน
และจะบ่งบอกสถานภาพของผู้แต่งกายนั้นๆ ได้ ปกครองโดยหัวหน้า หรือผู้อาวุโส
การยึดติดอยู่กับดินแดนอาณาเขตที่แน่นอนมีน้อย มักจะเร่ร่อนที่อยู่เป็นครั้งคราว
3.
แคว้น (Province / Principality) แบ่งออกเป็น
3 ลักษณะ คือ
1)
นครรัฐ (City State ) ตัวอย่างที่สำคัญ
คือ นครรัฐของกรีซ
ซึ่งมีความยึดมั่นในเสรีภาพและมีความนิยมชมชอบในความเป็นมนุษย์เป็นที่ยิ่ง
ชาวกรีกโบราณไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของผู้เผด็จการหรือพระในศาสนาใดๆ
โลกทัศน์ของชาวกรีกจะเป็นแบบมีเหตุมีผลไม่งมงายติดอยู่กับความเชื่อหรือศาสนาจนเกินไป
ชาวกรีกโบราณถือว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่ง ดังนั้น
การแสวงหาความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ และทำให้เกิดมรดกแก่โลกทั้งทางด้านความคิด
ปรัชญา และที่สำคัญมากสำหรับวิชารัฐศาสตร์ ก็คือ แนวความคิดประชาธิปไตย
2)
รัฐฟิวดัล (Feudal State ) มีลักษณะที่สำคัญ
คือ การยึดพื้นที่เป็นหลักสำคัญโดยพวกขุนนาง (Lord) บังคับให้ผู้คนเป็นทาสติดที่ดิน(Serf) ทำงานรับใช้และเกณฑ์เป็นทหารในยามศึกสงครามด้วย
โดยขุนนางจะให้การคุ้มครองเป็นผลตอบแทน
3)
รัฐเจ้า (Principality) เป็นรัฐที่เกิดขึ้นในสมัยยุคกลาง
โดยมีเจ้า (Prince) เป็นผู้ปกครอง ยังไม่มีคำว่า รัฐ (State) เพราะ ยังไม่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดในการปกครอง
ยังเป็นการปกครองแบบจารีตดั้งเดิม
และมีการรวมกันใช้อำนาจระหว่างรัฐกับองค์กรทางสังคมต่างๆ เช่น ศาสนจักร สภาขุนนาง
และสมาคมต่างๆ เป็นต้น
4. อาณาจักร (Kingdom) คือ
รัฐที่มีพระเจ้าแผ่นดิน หรือ กษัตริย์ (King) ปกครอง
โดยแบ่งชนชั้นเป็นผู้ปกครอง กับ ผู้อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งก็คือ ประชาชน
ในยุคกลางได้มีความพยายามที่จะแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักร
และสร้างศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่กษัตริย์แทนที่จะเป็น พวกพระ พวกขุนนาง หรือ
เจ้าผู้ครองแว่นแคว้นต่างๆ
5.
จักรวรรดิ (Empire) แบ่งออกเป็น 2
ลักษณะ คือ
1)
จักรภพของประเทศตะวันออก (Oriental
Empire)
คือ เป็นรัฐในรูปแบบรัฐเผด็จการที่มีการปกครองแบบรวมอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางของชนชั้นปกครองมีอำนาจเด็ดขาด
ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตเหมือนข้าทาสไม่ค่อยมีสิทธิมีเสียงเท่าไรนัก
2)
จักรวรรดิโรมัน (The Roman Empire ) เป็นจักรวรรดิที่มีความเป็นนิติรัฐ
ในแง่ที่ว่ากฎหมายของโรมันให้ความเท่าเทียมกันแก่บรรดาชาวโรมันทั้งปวง
ทั้งยังมีความพยายามที่จะให้สิทธิในการเป็นพลเมือง (Citizenship) แก่บุคคลต่างชาติที่มีความสามารถ
หรือทำโยชน์ให้แก่ประเทศ ทั้งนี้ทุกคนต้องรู้กฎหมาย คือ
รู้ทั้งสิทธิและหน้าที่ของตน
กฎหมายของโรมันจะถูกจารึกไว้บนแผ่นไม้หรือโลหะแล้วนำไปตั้งไว้ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ
เพื่อที่คนทุกคนจะได้อ่านและเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตน
สำหรับจักรวรรดิโรมันได้มีการปกครองมาแล้วหลายแบบ ทั้งแบบกงสุล (Consul) การปกครองโดยสภา
(Senate) และต่อมาก็เป็นจักรพรรดิ
(Emperor)
การเมืองในระยะแรก
-
มีประชากรจำนวนหนึ่ง
-
มีผลผลิตมากพอที่จะเหลือ (Surplus)
-
มีการแบ่งงานกันทำ (Division
of Labour)
คนบางกลุ่มไม่ต้องทำการผลิต
-
มีการแบ่งชนชั้นทางสังคม (Social
Stratification)
เป็นชนชั้นปกครอง – ผู้อยู่ใต้ปกครอง
-
มีความเชื่อบางอย่างเป็นพื้นฐานของการยอมรับอำนาจ
พัฒนาการสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่
ในช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 14
คนโดยส่วนมากยังยึดติดกับสถานะที่เป็นคนทำงานบนที่ดิน
หรือเกณฑ์แรงงานให้แก่พวกขุนนาง หรือเจ้าแว่นแคว้นต่างๆ
โดยทำงานบนที่ดินของตนที่มีผลผลิตเพียงพออยู่พอกิน
และยังไม่มีความคิดว่าตัวเองเป็นคนของรัฐใด เพราะในช่วงนั้นมีการรบพุ่ง แย่งดินแดนกันตลอด
ทำให้บางครั้งประชาชนก็ถูกกวาดต้อนไปยังดินแดนอื่น
หรือบางครั้งก็มีผู้ปกครองคนใหม่มาปกครองดินแดนนั้นแทน
ทำให้ยังไม่มีการให้ความสำคัญแก่ผู้ปกครองของตนมากนัก
ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 -
15 พวกกษัตริย์ยุโรปได้พยายามสร้างอำนาจของตนให้มากขึ้น
และพยายามที่จะรวมอำนาจในการปกครองดินแดนที่กว้างใหญ่
ซึ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเป็นรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ในยุโรป
รูปแบบของรัฐก็ยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19
ในช่วงระยะแรกของการสร้างความเป็นรัฐในยุโรป
ประชาชนก็ยังไม่มีความรู้สึกแตกต่างว่าเขาเป็นคนของรัฐใด
เพราะบางครั้งดินแดนที่อาศัยก็ถูกยกให้รัฐอื่นด้วยเงื่อนไขของการแต่งงาน การสงคราม
หรือการชดใช้หนี้
ทำให้ประชาชนยังเป็นเพียงทรัพย์สมบัติที่สามารถโอนย้ายให้แก่ผู้ปกครองคนอื่นได้
การสร้างรัฐสมัยใหม่ในยุโรปอาจจะกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นได้โดย
นโปเลียน โบนาปาร์ท (Napolean Bonaparte) ในช่วง ค.ศ.1800-1815
ในประเทศฝรั่งเศส
เขาได้สร้างความเป็นหนึ่งจากการเกิดความตื่นตัวและความต้องการในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศส
(French
Revolution)
ด้วยการสร้างระบบราชการและกองทัพที่มีประสิทธิภาพและมีความตื่นตัว
ผลของรัฐที่สร้างขึ้นนี้เกือบจะทำให้ยึดครองยุโรปไว้ได้ทั้งหมด
และเป็นผลทำให้คนในประเทศรู้สึกว่าเขาไม่ได้สู้เพียงเพื่อตัวพวกเขาทั้งนั้น
แต่เพื่อประเทศของพวกเขา (ฝรั่งเศส)
ผลหลังจากนี้
ทำให้เกิดรัฐสมัยใหม่ทั้งในยุโรปและอเมริกาตอนเหนือในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19
แต่ประชาชนส่วนมากในโลกก็ยังอาศัยอยู่ท่ามกลางการจัดแจงโดยคนอื่น
เนื่องจากการขยายตัวของการล่าอาณานิคมของยุโรป ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 - 19
ได้แบ่งส่วนอื่นๆ ของโลกออกเป็นอาณานิคมของประเทศต่างๆ ในศตวรรษที่ 20
อำนาจของยุโรปได้หมดไปเนื่องด้วยผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 อาณานิคมต่างๆ
ได้แยกตัวเองออกเป็นรัฐอิสระ
พวกผู้นำของรัฐเหล่านี้ต่างเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาในยุโรปทั้งสิ้น
ได้นำรูปแบบของรัฐในยุโรปมาจัดองค์กรทางการเมืองของประเทศของตน
และในที่สุดรัฐสมัยใหม่ได้เป็นรูปแบบสากลขององค์กรทางการเมือง
กำเนิดของรัฐ
การก่อกำเนิดของรัฐมีการตั้งประเด็นวิเคราะห์กันเป็นอย่างมากว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้ก็คือว่า
รัฐสมัยใหม่พัฒนาขึ้นเนื่องด้วยการเข้ามาของอุตสาหกรรมและธุรกิจ
อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ย่อมต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก
และต้องการแรงงานที่อยู่ในท้องที่เดียวกันเพื่อความสะดวกในการดำเนินงาน
และเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในลักษณะมหภาคแล้ว
ความซับซ้อนในการพัฒนาความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐเข้ามามีบทบาทอย่างมาก
จากการพัฒนาของรัฐนี้เอง
พ่อค้าและนักอุตสาหกรรมจึงสามารถที่จะสร้างกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่มีเอกภาพได้
และยังขายผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดขนาดใหญ่ภายใต้กฎหมายชุดเดียวกัน
สินค้าสามารถขนส่งได้อย่างสะดวก
ปราศจากการถูกเก็บภาษีพิเศษที่สามารถผ่านจากส่วนหนึ่งของรัฐเป็นสู่อีกส่วนหนึ่งได้
ในลักษณะมหภาคเช่นนี้ โรงงานและเรือขนาดใหญ่สามารถสร้างได้
อุตสาหกรรมและธุรกิจจึงได้รับผลประโยชน์จากพัฒนาการของรัฐ
ในความหมายลักษณะเช่นนี้
จึงสรุปได้ว่า
1.
อุตสาหกรรมและธุรกิจสมัยใหม่ต้องการบางสิ่งที่เป็นลักษณะเช่น
“รัฐ” และการเข้ามาของการรถไฟ
รวมทั้งการส่งโทรสารในศตวรรษที่ 19
รัฐบาลจึงสามารถตรวจสอบได้อย่างฉับไวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ และสามารถเข้าแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที
2.
“รัฐ”
ต้องการธุรกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่เพื่อที่จะเป็นการง่ายที่จะควบคุมประชาชนและเก็บภาษีจากพวกเขา
และจากการที่รัฐมีพัฒนาการนี้
ทำให้รัฐบาลสามารถที่จะขยายและกระจายอำนาจได้กว้างขวางขึ้น
องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่
รัฐหนึ่งๆ
จะมีความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่สมบูรณ์ได้ จะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ประการ คือ
1.
ประชาชน
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของรัฐ กล่าวคือ
รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชาชนอาศัยอยู่จึงจะเป็นรัฐขึ้นมาได้
ความเจริญก้าวหน้าหรือตกต่ำเสื่อมโทรมของรัฐนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประชาชนของรัฐนั้นๆ
นั่นเอง
ดังนั้นทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่มีค่า การที่ประชาชนมีคุณภาพสูง คือ
สุขภาพอนามัยดี มีความรู้สูง มีระเบียบวินัยดี
ก็จะสามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ถึงแม้ทรัพยากรจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยก็ตาม
ทั้งนี้จำนวนประชากรก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นมหาอำนาจ
เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีปะชากรกว่าพันล้านคน
แต่บางครั้งมหาอำนาจก็อาจจะมีประชากรจำนวนน้อย แต่มีคุณภาพสูง
และการที่เราจะวางกฎเกณฑ์ที่แน่นอนได้ว่ารัฐหนึ่งๆ ควรมีประชาสักเท่าไร
คงจะกระทำไม่ได้ เพียงแต่อนุมานไว้ว่ามีจำนวนประชากรเพียงพอที่สามารถปกครองตัวเองได้ก็เป็นรัฐได้
ในทางกฎหมายนั้น
ประชาชนของรัฐใดก็จะมีสัญชาติ (Nationality) ของรัฐนั้น
ส่วนชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในรัฐอื่นเรียกว่าคนต่างด้าว
(Alien) คนต่างด้าวเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐที่ตนไปอาศัยอยู่ด้วย
อนึ่งมีข้อสังเกตในกรณีที่ราชอาณาจักรไทยมีการกำหนดเรื่องเชื้อชาติ (Race) เกี่ยวกับประชาชนชาวไทย
หรือที่เรียกว่าเชื้อชาติไทย (Thai Race) ทั้งที่โดยทั่วไปความหมายชองเชื้อชาติ
นั้นเป็นเกณฑ์ในการแบ่งมนุษยชาติตามผิวพรรณซึ่งมีผิวขาว ผิวเหลือง ผิดดำ
หรือแบ่งเกณฑ์ตามเผ่าพันธุ์เป็นคอเคซอยด์ มองโกลอยด์ และนิกรอยด์
2.
ดินแดนที่แน่นอน
เป็นความคิดใหม่เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือในการชั่ง ตวง
วัดที่ทันสมัยขึ้น และเป็นสาเหตุใหญ่มากสาเหตุหนึ่งของสงครามและการปะทะกัน
ดินแดนที่แน่นอนนี้มีพื้นดิน น่านน้ำทั้งอาณาเขตในแม่น้ำ ทะเลสาบ และอาณาเขตใต้ทะเล
นอกจากนี้ยังรวมถึงขอบเขตของท้องฟ้าที่อยู่เหนืออาณาเขตของพื้นดินและท้องน้ำทั้งหมดอีกด้วย
อาณาเขตบนพื้นดินนั้นตามหลักการสากลแล้วมักยึดเอาพรมแดนธรรมชาติ
เช่น เทือกเขา แม่น้ำ เป็นเกณฑ์ สำหรับในที่ราบก็จะมีการปักเขตแดนอย่างชัดเจน
ส่วนอาณาเขตในท้องทะเลนั้น
เดิมทีตามหลักสากลจะยึดถือเอาว่าอาณาเขตของรัฐที่เรียกว่าเขตอธิปไตยนั้น
นับจากชายฝั่งออกไปในทะเล 3 ไมล์
ซึ่งจัดว่าปลอดภัยจากวิถีของกระสุนปืนใหญ่ของเรือรบสมัยก่อน
ต่อมาเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอาวุธปืนใหญ่ยิงได้ไกลกว่า 3
ไมล์ ทำให้มีการกำหนดอาณาเขตทางท้องทะเลใหม่เป็น 12 ไมล์
แต่ปัจจุบันแทบไม่มีความหมาย
เพราะเทคโนโลยีทางอาวุธประเภทขีปนาวุธสามารถยิงไปได้ไกลมาก
จึงได้เปลี่ยนไปพิจารณาทางเศรษฐกิจแทน
เนื่องจากท้องทะเลนั้นเป็นแหล่งที่มั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ และแหล่งแร่ อาทิ น้ำมัน ทองคำ ยูเรเนียม
ต่อมาได้มีการตกลงกันทำอนุสัญญา
(Convention)
พ.ศ.2535
ในการประชุมนานาชาติ
ที่จัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ แต่กว่าจะมีผลบังคับใช้
โดยการที่มีประเทศให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ ก็เป็นปี พ.ศ.2537 หลักการสำคัญ คือ
ทุกประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับท้องทะเลจะมีอาณาเขตที่มีอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่นับจากชายฝั่งออกไป
12 ไมล์ ส่วนเขตเศรษฐกิจจำเพาะ คือ เขตที่รัฐเจ้าของจะมีสิทธิอธิปไตยออกไป 200
ไมล์ เรียกว่า เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone) ถือเป็นเขตแดนที่รัฐเจ้าของมีสิทธิในทรัพยากรทั้งมวลในทะเล
บรรดาเรือของรัฐอื่นสามารถที่จะแล่นผ่านได้
แต่ต้องไม่ทำการจับสัตว์น้ำหรือทำกิจกรรมทางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ในทางปฏิบัติการวัดพื้นที่แบบนี้ ย่อมทำให้มีอาณาเขตที่ทับกันอยู่เป็นส่วนใหญ่
ที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศก็มีความสำคัญต่อประเทศนั้นๆ
เช่น ประเทศเยอมันนี้ที่ไม่พรมแดนธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นประเทศที่นิยมการทหาร
รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
3.
รัฐบาล คือ
องค์การหรือสถาบันทางการเมือง ที่สามารถจัดระเบียบ ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ
และรักษาความสงบในการอยู่ร่วมกันของประชาชน ทั้งยังเป็นตัวแทนของประชาชน
ทำการทุกอย่างในนามของประชาชนกลุ่มนั้นในอาณาเขตนั่นเอง
การที่มีรัฐบาลขึ้นได้นั้น
จำเป็นจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน
รัฐบาลจะยืนยงอยู่ได้ก็ด้วยการสนองความต้องการของประชาชน
สามารถรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ให้ความยุติธรรมต่อประชาชน ป้องกันการรุกรานจากประเทศอื่น
โดยประชาชนมีหน้าที่เสียภาษีอากรและปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลที่บัญญัติออกมา
4. อำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
ซึ่งก็คือ การแสดงออกซึ่งเอกราชของประเทศหนึ่งๆ
ที่สามารถจะเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดนโยบายของตนเองและนำนโยบายของตนออกมาบังคับใช้ได้เต็มที่
โดยไม่ต้องตกอยู่ใต้คำบัญชาของประเทศอื่นใด
อำนาจอธิปไตยเป็นแนวคิดทางกฎหมาย
ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นอำนาจอธิปไตยภายในและอำนาจอธิปไตยภายนอก กล่าวคือ
อำนาจอธิปไตยภายในเป็นอำนาจที่ออกกฎหมายและรักษากฎหมาย
ตลอดจนบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนอำนาจอธิปไตยภายนอก คือ
อำนาจที่ประเทศจะดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ
รวมทั้งอำนาจที่จะประกาศสงครามและทำสนธิสัญญาสันติภาพ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า
เอกราช ก็คือ อำนาจอธิปไตยภายนอกนั่นเอง
หากถามว่า
“อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร”
ปัจจุบันดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันโดยทั่วไปว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ระบุไว้ชัดเจนใน มาตรา
3 ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
มีการแบ่งแยกองค์กรที่ใช้อำนาจออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ
อำนาจนิติบัญญัติ คือ
อำนาจในการออกกฎหมายไว้ใช้ในการปกครองประเทศ ตามหลักโดยทั่วไปแล้ว คือ รัฐสภา
ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร
ซึ่งประชาชนได้เลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนในการออกกฎหมายต่างๆ
เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และเพื่อนำมาซึ่งความกินดีอยู่ดีของประชาชนตลอดจนความมั่นคงของประเทศ
ประกอบกับมีวุฒิสภาคอยพิจารณาให้ความเห็นชอบ
และให้คำแนะนำในเรื่องของการออกกฎหมายต่างๆ
อำนาจบริหาร
คือ
อำนาจซึ่งคณะรัฐมนตรีและข้าราชการทั้งหลายใช้ในการบริหาร ปกครองประเทศ
ตามกฎหมายซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราออกมา
อำนาจตุลาการ หรือ อำนาจศาล
มีอำนาจตัดสินคดีขัดแย้งต่างๆ ระหว่างบุคคลกับบุคคล
หรือบุคคลกับรัฐตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราออกมาก หรือในบางกรณีของประเทศ
ยังสามารถพิจารณาได้ด้วยว่ากฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราออกมาขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศหรือไม่
สรุปคำจำกัดความของรัฐสมัยใหม่
คือ “ชุมชนของมนุษย์จำนวนหนึ่งที่ครอบครองดินแดนที่มีอาณาเขตแน่นอน
รวมกันอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลมิได้อยู่ในอำนาจควบคุมของรัฐอื่นๆ
สามารถที่จะปกครอง และดำเนินกิจการภายในของรัฐตลอดจนทำการติดต่อกับรัฐอื่นๆ
ได้โดยอิสระ”
การรับรองรัฐ
การรับรองรัฐ (Recognition)
เป็นการแสดงออกให้เห็นว่า
รัฐอื่นได้ให้ความเห็นชอบหรือเห็นว่ารัฐมีคุณสมบัติครบถ้วน จึงได้ให้การรับรอง
และการรับรองแต่ละครั้งเป็นความสมัครใจของรัฐหนึ่งที่ได้ให้แก่รัฐหนึ่งโดยปราศจากการบังคับ
ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นถือได้ว่า
การรับรองรัฐทำให้รัฐมีสภาพเป็นบุคคลระหว่างประเทศ กล่าวคือ
ขอให้สมมติว่าสังคมของรัฐเป็นสมาคมหนึ่ง
ซึ่งผู้ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกจะต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกเดิมเสียก่อน
ฉะนั้นรัฐที่ยังไม่ได้รับการรองรับจากรัฐใดเลย
รัฐย่อมไม่ถือว่ารัฐนั้นเป็นบุคคลระหว่างประเทศ และไม่ยอมติดต่อด้วย
และไม่ถือว่ามีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง
ในกรณีที่เมื่อมีการแต่งทูตไปก็ไม่มีผู้ใดรับรอง
ในปัจจุบันนี้ได้มีการแบ่งรับรองออกเป็น
2 ประเภท คือ
1.
การรับรองตามข้อเท็จจริง (De
facto Recognition)
2.
การรับรองตามกฎหมาย (De
Jure Recognition)
1.
การรับรองตามข้อเท็จจริง (De
facto Recognition)
เป็นการรับรองโดยพฤตินัย
การรับรองในลักษณะนี้เป็นการรับรองชั่วคราว กล่าวคือ
เมื่อรัฐสงสัยว่าหน่วยการเมืองใหม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นรัฐได้หรือไม่และปฏิบัติตามพันธะระหว่างประเทศหรือไม่
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ในฐานะที่รัฐนั้นได้เกิดขึ้นตามสภาพความเป็นจริง
แต่ยังไม่อาจให้การรองรับในรูปกฎหมาย คือ ให้สัตยาบัน ซึ่งหมายความว่า
รัฐใหม่อาจจะเกิดขึ้น แต่รัฐอื่นยังสงสัยในลักษณะบางประการของรัฐใหม่
จึงเพียงแต่ให้ความยินยอมหรือรับรองว่ารัฐนั้นมีจริง เช่น
รัฐในยุโรปตะวันตกได้ให้การรับรองข้อเท็จจริงกับรัฐฟินแลนด์
ซึ่งเกิดขึ้นใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1
2.
การรับรองตามกฎหมาย (De
Jure Recognition)
เป็นการรับรองโดยนิตินัยและมีผลถูกต้องตามกฎหมาย
เป็นการรับรองต่อสภาพความถูกต้องของรัฐ
ซึ่งประเทศที่ให้การรับรองจะต้องมีความมั่นใจว่าประเทศที่เกิดใหม่มีสภาพที่ถูกต้องครบบริบูรณ์
การรับรองทางนิตินัยมีลักษณะเป็นทางการและถาวร
มีความสัมพันธ์ทางการทูตและแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตต่อกัน
รูปของรัฐ (Form of State)
รูปของรัฐ ใช้เกณฑ์รูปของรัฐบาล
แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
1.
รัฐเดี่ยว (Unity State ) รัฐส่วนใหญ่ในโลกเป็นรัฐเดี่ยว
เช่น ไทย สวีเดน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีน สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ฯลฯ
มีรูปแบบที่รัฐบาลกลางมีอำนาจสูงสุด ดำเนินการตามเจตนารมณ์และอำนาจหน้าที่ของรัฐ
ตัวแทนในภูมิภาคต้องมาจากรัฐบาลกลาง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ
ข้าราชการในท้องถิ่นต่างๆ
พิจารณาดูจากประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าเดิมประเทศรัฐเดี่ยวจะมีการขยายอาณาเขตด้วยการรุกราน
บังคับ แต่อาจจะมีการแบ่งอำนาจในท้องถิ่นปกครองตัวเองได้ตามที่รัฐบาลเห็นสมควร
2.
รัฐรวม (Composite State ) เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์นั้น
รัฐรวมจะเกิดจากการรวมตัวของแว่นแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกันโดยความสมัครใจ
ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ
การเข้ามาร่วมกันนั้นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างชัดแจ้ง
ทั้งนี้อาจจะเกิดจากการที่มีการเรียกร้องหรือก่อกบฏของท้องถิ่นต่างๆ
ที่ต้องการปกครองตัวเองในรัฐเดี่ยวต่างๆ
ก็อาจจะมีการยินยอมให้บางส่วนมีสิทธิในการปกครองตัวเอง จัดให้เป็นเขตปกครองตนเอง (Autonomous) โดยการจัดให้มีรัฐสภาได้เป็นเอกเทศ
เรียกวิธีการนี้ว่า Devolution
ตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศที่มีลักษณะเป็นรัฐรวม
ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ซึ่งมีรัฐบาลเป็นสองระดับ คือ
รัฐบาลกลางกับรัฐบาลมลรัฐ (หรือ แคว้น, มณฑล ก็ได้ตามแต่จะเรียก) คือ
ให้รัฐบาลกลางมีอำนาจอธิปไตยในส่วนที่เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องกับประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม
เช่น การป้องกันประเทศ การประกาศสงคราม ทำสนธิสัญญากับประเทศอื่นๆ
อำนาจในการดูแลควบคุมเงินตราของประเทศ
การติดต่อกับนานาประเทศในการแต่งตั้งตัวแทนของประเทศในฐานะทูต
ส่วนรัฐบาลระดับมลรัฐจะมีอำนาจอธิปไตยภายในเขตแดนมลรัฐของตนเองอย่างเต็มที่
กล่าวคือ มีอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร
และอำนาจตุลาการโดยรัฐบาลกลางจะยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงไม่ได้
หน้าที่ของรัฐบาลมักจะเกี่ยวข้องกับ การศึกษา การเทศบาล
ส่วนถ้าเป็นปัญหาระหว่างมลรัฐจะเป็นอำนาจของรัฐบาลกลาง
ดังนั้น
ลักษณะที่เป็นรัฐบาลซ้อน (Dual Government) นี้
ต่างเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน มีการแบ่งแยกอำนาจอย่างชัดเจน
และมีการกำหนดว่าเรื่องใดเป็นเรื่องของรัฐบาลท้องถิ่น
และเรื่องใดมีผลต่อส่วนรวมหรือทั้งประเทศ ก็จะเป็นเรื่องรัฐบาลกลาง
ชาตินิยมหรือความเป็นรัฐชาติ
(Nationalism
and Nation State)
ชาติ (Nation) คือ
กลุ่มคนที่ผูกพันเข้าด้วยกัน และระลึกถึงความคล้ายคลึงกันท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น
ด้วยวัฒนธรรม และภาษาซึ่งดูเหมือนว่ามีความสำคัญในการสร้างความเป็นชาติ
รัฐ (State) คือ
องค์กรทางการเมือง ซึ่งมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด
ที่จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในกิจการของตนเอง
ชาตินิยม (Nationalism) หรือความเป็น
รัฐชาติ (Nation State) จึงเป็นกระบวนการปลูกฝังความรู้สึก
“เป็นชาติ” ลงในองค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่
ซึ่งก็คือ “ประชาชน”
โดยการสร้างความรู้สึกแน่นแฟ้นว่าประชาชนทุกคนในรัฐนั้นเป็นพวกเดียวกัน
ด้วยวิธีการ ได้แก่
1. การสร้างสัญลักษณ์ร่วมกัน เช่น การใช้ธงชาติ
การเดินขบวนฉลองในวันชาติ นำประวัติศาสตร์ของประเทศบรรจุไว้ในตำราเรียน
2.
การมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน เช่น
ความเป็นมาของชาติไทยที่มาจาก อาณาจักรสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
การปฏิวัติฝรั่งเศสที่ถือเอาเป็นการก่อเนิดของรัฐชาติในยุโรป เป็นต้น
ดังนั้น
รัฐบาลจึงควรสนับสนุนชาตินิยมหรือความเป็นรัฐชาติ
ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความเกลียดชังรัฐอื่นแต่อย่างใด เหมือนสมัยของนาซี เยอรมัน
แต่ควรเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในชาติของตน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น