ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศ
(International Trade)
การค้าระหว่างประเทศ (International Trade)
คือกิจกรรมที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน (Exchange)สินค้าและบริการระหว่างประเทศอาจเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันโดยตรง(Barter
System)หรือการค้าโดยใช้เงินเป็นสื่อกลางทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนและวิทยากาเทคโนโลยีต่างๆระหว่างประเทศการค้าระหว่างประเทศจะต้องมีการตกลงว่าจะใช้เงินสกุลใดในการค้านั้นแล้วจึงมีการแลกเปลี่ยนเงินตามอัตราการแลกเปลี่ยนของสกุลที่ตกลงกันแล้วจึงนำมาชำระค่าสินค้าตามที่ตกลงกัน
สาเหตุที่ต้องมีการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยต่อไปนี้
1.ขาดวัตถุดิบในประเทศ
เนื่องจากทรัพยากรในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันในกรณีที่ประเทศขาดวัตถุดิบสำหรับใช้เป็นปัจจัยการผลิตจึงจำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมาเพื่อใช้ในการผลิตสินค้านั้น
2.จำนวนของพลเมือง ในกรณีที่ประเทศมีพลเมืองหนาแน่นและผลผลิตของประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนรัฐบาลจำเป็นต้องสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการนั้น
3.การเลียนแบบการบริโภค
(Demonstration
Effect) ประเทศที่มีมาตรฐานการครองชีพสูงยิ่งประชาชนมีรายได้มากขึ้นก็จะต้องการสินค้าที่มีคุณภาพสูงและสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้นด้วยทำให้ต้องมีการนำเข้าสินค้าบางชนิดจากต่างประเทศ
4.การประกอบอุตสาหกรรม
ถ้าประเทศมีอุตสาหกรรมมากขึ้นก็จะมีการนำเข้าปัจจัยการผลิตมากด้วยเช่นประเทศไทยต้องมีการนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์เพื่อประกอบขายภายในประเทศและส่งออก
ความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศคู่ค้าและประเทศอื่นๆ
ดังนี้
1. ประเทศคู่ค้ามีสินค้าให้เลือกบริโภคจำนวนมากขึ้นและหลากหลายชนิด
2.ประเทศผู้ผลิตมีความชำนาญในการผลิตสินค้ามากขึ้นเกิดการปรับปรุงและพัฒนาการผลิตเพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้นรวมทั้งขยายการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกด้วย
3.ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตเนื่องจากการติดต่อค้าขายระหว่างประเทศความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตต่างๆจะมีการถ่ายทอดไปยังประเทศต่างๆเป็นผลดีต่อการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีในการผลิต
มีการพัฒนาปรับปรุงวิธีการผลิตในประเทศให้ดีขึ้น
4.ช่วยให้ผู้บริโภคในประเทศที่ไม่สามารถทำการผลิตสินค้าได้หรือผลิตได้แต่ต้นทุนการผลิตสูงมีสินค้าเพื่อการบริโภค
ผลดีของการค้าระหว่างประเทศที่ประเทศต่างๆ ได้รับคือ
1.การจัดสรรทรัพยากรการค้าระหว่างประเทศจะทำให้ประเทศต่างๆสามารถจัดสรรทรัพยากรของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.การผลิตสินค้าการค้าระหว่างประเทศนอกจากจะผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศแล้วยังมีการผลิตเพื่อส่งออกด้วยการผลิตที่จำนวนมากขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงประเทศผู้ผลิตมีรายได้เพิ่มขึ้น
การจ้างงานเพิ่มขึ้น และประชากรมีรายได้สูงขึ้น
3.มาตรฐานการครองชีพของประชาชนดีขึ้นเนื่องจากการจ้างงานภายในประเทศเพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น
ประโยชน์ของการค้าระหว่างประเทศก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศคู่ค้าดังนี้
1.การผลิตสินค้า ประเทศคู่ค้ามีโอกาสเลือกผลิตสินค้าที่ตนถนัดและชำนาญ
ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าดีขึ้น สินค้ามีมาตรฐานสูงขึ้น
การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างประหยัดและได้ประโยชน์สูงสุด
2.การบริโภค การค้าระหว่างประเทศทำให้ประชากรทั่วโลกมีโอกาสได้บริโภคสินค้าและบริการต่างๆ
ที่ไม่สามารถผลิตเองได้และได้รับความพอใจจากการบริโภคเต็มที่
3.การให้วิทยาการใหม่
(Know-How) การค้าระหว่างประเทศทำให้เกิดการกระจายวิทยาการใหม่ๆ ไปทั่วโลก
การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านการบริหาร การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม
4.การกระจายรายได้ การค้าระหว่างประเทศจะช่วยให้การกระจายรายได้ดีขึ้น
เมื่อมีการผลิต การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น ประชาชนมีงานทำ มีรายได้
ทำให้รายได้ประชาชาติและมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น
5.การตลาด การค้าระหว่างประเทศช่วยให้ตลาดของสินค้าและบริการขยายตัว
ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น อุปสงค์รวมทั่วโลกเพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจโดยทั่วไปดีขึ้นด้วย
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Theory)
สมัยคลาสสิค
(Classic Theory)
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในสมัยของคลาสสิคนี้จะถือว่าแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการกำหนดมูลค่าของสินค้าทฤษฎีที่น่าสนใจคือทฤษฎีการได้เปรียบโดยเด็ดขาดและทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบซึ่งทั้งสองทฤษฎีจะทำการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตของแต่ละประเทศและเลือกผลิตในสินค้าที่ประเทศของตนมีความได้เปรียบในการผลิตมากกว่าหรือประเทศจะเลือกผลิตสินค้าที่ตนถนัดโดยเปรียบเทียบระหว่างกันการแลกเปลี่ยนจะมีขอบเขตอยู่ระหว่างปริมาณสินค้าที่ผลิตได้
โดยเปรียบเทียบของประเทศทั้งสอง
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยนีโอคลาสสิค (Neo-classic Theory)
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในสมัยนีโอคลาสสิค
ได้นำทฤษฎีในสมัยคลาสสิคมาปรับปรุงแก้ไข ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ
ทฤษฎีการค้าแบบต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) โดยต้นทุนค่าเสียโอกาสจะถูกนำมาเป็นหลักในการพิจารณาเนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการผลิตสินค้าในแต่ละประเทศสามารถวัดได้จากมูลค่าสูงสุดของสินค้าอื่นที่ประเทศนั้นไม่ได้ผลิต
ดังนั้น
ประเทศจะได้รับประโยชน์ที่สามารถระบายสินค้าที่ผลิตได้มากและซื้อสินค้าที่ตนผลิตได้ไม่พอกับการบริโภคเข้าประเทศ
และทฤษฎีการค้าที่พิจารณาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้แนวคิดเส้นความเป็นไปได้ในการผลิต
ซึ่งในประเทศต่างๆ จะแตกต่างกันไปตามปริมาณทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่ในประเทศ
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยใหม่ (Modern Theory)
นักเศรษฐศาสตร์ได้ศึกษาและแก้ไขปรับปรุงทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิคโดยเพิ่มข้อสมมุติฐานในการพิจารณาคือ
มีปัจจัยการผลิตหลายชนิด การทดแทนกันของปัจจัยไม่สมบูรณ์
การโยกย้ายปัจจัยการผลิตจะเกิดต้นทุนเพิ่ม และมีต้นทุนค่าเสียโอกาส
(Opportunity Cost) เกิดขึ้น การโยกย้ายปัจจัยการผลิตแยกได้ 3
ลักษณะ คือ ต้นทุนคงที่ ต้นทุนเพิ่มขึ้น และต้นทุนลดลง
นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
(International
Trade Policy)
นโยบายการค้าเสรี (Free Trade Policy)
เป็นนโยบายที่ดำเนินการค้าโดยปราศจากการกีดกันทางการค้าจากประเทศที่มีอำนาจในการวางกฎเกณฑ์ ลดอัตราภาษีการค้า และอัตราภาษีศุลกากรเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศรวมทั้งไม่มีการเข้าแทรกแซงของรัฐบาลในการค้าระหว่างประเทศด้วย โดยยึดหลักการแบ่งงานกันทำ การให้สิทธิพิเศษที่เท่าเทียมกัน การเก็บภาษีอากรของรัฐไม่เก็บในอัตราสูง
เป็นนโยบายที่ดำเนินการค้าโดยปราศจากการกีดกันทางการค้าจากประเทศที่มีอำนาจในการวางกฎเกณฑ์ ลดอัตราภาษีการค้า และอัตราภาษีศุลกากรเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศรวมทั้งไม่มีการเข้าแทรกแซงของรัฐบาลในการค้าระหว่างประเทศด้วย โดยยึดหลักการแบ่งงานกันทำ การให้สิทธิพิเศษที่เท่าเทียมกัน การเก็บภาษีอากรของรัฐไม่เก็บในอัตราสูง
นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน
(Protective Trade Policy) เป็นนโยบายการค้าที่ต้องการให้ประเทศของตนส่งออกสินค้าได้มากขึ้นรวมทั้งการกีดกันการนำเข้าสินค้า รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงในการค้าระหว่างประเทศโดยวิธีการต่างๆ เช่น
(Protective Trade Policy) เป็นนโยบายการค้าที่ต้องการให้ประเทศของตนส่งออกสินค้าได้มากขึ้นรวมทั้งการกีดกันการนำเข้าสินค้า รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงในการค้าระหว่างประเทศโดยวิธีการต่างๆ เช่น
1.
การตั้งกำแพงภาษีศุลกากร (Tariff) เป็นการเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันตามความสำคัญของสินค้าและคำนึงถึงประโยชน์หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
2. การจำกัดสินค้าเข้า (Import
Quota) เป็นการกำหนดโควต้าด้านปริมาณหรือมูลค่าของสินค้าที่จะนำเข้าจากต่างประเทศ
3 .การจำกัดสินค้าออก (Export Restriction) เป็นการกำหนดโควต้าด้านปริมาณหรือมูลค่าของสินค้าที่จะส่งออกเพื่อป้องกันมิให้เกิดการขาดแคลนภายในประเทศและราคาสินค้าในตลาดโลกลดลง
4. การทุ่มตลาด (Dumping) เป็นการขายสินค้าในตลาดต่างประเทศในราคาที่ต่ำกว่าราคาในตลาดในประเทศหรือต่ำกว่าต้นทุนการผลิตซึ่งจะทำให้ได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นหรือทำลายคู่แข่งในตลาดการค้า
5.
การให้เงินอุดหนุนสินค้าออก (Export Subsidy) เป็นการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ผลิตหรือเพิ่มราคาสินค้าให้แก่ผู้ผลิตเพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าและสามารถส่งสินค้าออกไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้รวมทั้งสามารถขยายปริมาณการผลิตได้มากกว่าเดิม
การเงินระหว่างประเทศ
ในการทำการค้าระหว่างประเทศจำเป็นต้องมีเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกับการค้าภายในประเทศแต่งเนื่องจากทุกประเทศต่างก็มีเงินเป็นสกุลของตนเองในทางปฏิบัติการชำระเงินจะต้องชำระด้วยเงินสกุลสำคัญๆที่นานาชาติยอมรับว่าเป็นสื่อกลางของการแลกเปลี่ยนได้
ในปัจจุบันที่มีการยอมรับกันมากที่สุดในโลก ได้แก่ เงินปอนด์ ดอลล่าร์สหรัฐ
เงินเยน เงินมาร์ก และเงินฟรังค์
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หมายถึง
ราคาของเงินสกุลหนึ่งที่คิดเทียบอยู่ในหน่วยของเงินอีกสกุลหนึ่ง
เช่น 1 US$ = 42.50 บาท ปฏิบัติดังนี้
1. อัตราซื้อ หมายถึง
อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์ใช้รับซื้อเงินตราต่างประเทศ
2. อัตราขาย หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ขายเงินตราต่างประเทศ
* โดยปกติ
อัตราขายจะสูงกว่าอัตราซื้อ
3. อัตราแลกเปลี่ยนทางการ หมายถึง
อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารกลางกำหนดในการซื้อ
ขายเงินตราต่างประเทศ
4. อัตราแลกเปลี่ยนตลาด หมายถึงอัตราแลกเปลี่ยนดุลยภาพที่กำหนดโดยอุปสงค์และอุป-ทานของเงินตราต่างประเทศ
ระบบการเงินของโลก
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
เป็นระบบการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศต่าง ๆ ถือปฏิบัติอยู่ 3 ระบบใหญ่ ๆ คือ
1. ระบบการเงิน ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนแบบเสรี (Flexible
Exchange Rate System) เป็นระบบที่ยอมให้อัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น
หรือต่ำลงได้อย่างเสรี ปราศจาก G เข้าไปแทรกแซงในระบบนี้
2. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
(Fixed – Exchange Rate System) ระบบนี้จำแนกได้ 2 ระบบย่อย คือ
2.1
ระบบมาตรฐานทองคำ กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลนั้น กับทองคำเป็นค่าที่แน่นอน เรียกว่า
ค่าเสมอภาค (Par Value) เช่น
1 ปอนด์
=
ทองคำบริสุทธิ์หนัก 0.068 เอานช์
1 ดอลลาร์
= ทองคำบริสุทธิ์หนัก 0.00287
เอานช์
1 ปอนด์
=
2.40 ดอลล่าร์
2.2
ระบบมาตราปริวรรตทองคำ (Gold
Exchange Standard) เป็นระบบที่ประเทศต่าง
ๆใช้กันอยู่ในปัจจุบันโดยจะต้องเป็นสมาชิก IMF และ
กำหนดเงินตราของตน 1 หน่วยให้มีค่าเทียบกับทองคำจำนวนหนึ่งหรือกำหนดค่าเงินตราของตนเทียบเท่ากับเงินตราสกุลที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้
เช่น ไทยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนโดยฝ่ายทองคำได้ 1 $ = 20 ฿ “ ค่าเสมอภาค “ ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนทางการ (Official rate)
ที่กำหนดตายตัว IMF กำหนดไว้ให้สูงกว่าค่าเสมอภาคได้ไม่เกิน 2.25 %
3. ระบบการเงินซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนถูกควบคุม (Exchange
Control)เป็นระบบที่รัฐบาลใช้อำนาจผูกขาดควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศการซื้อขายเงินตราต่างประเทศตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดขึ้นในระบบนี้
Y ที่เป็นเงินตราต่างประเทศทั้งหมดจากการส่งออกและอื่น
ๆ จะต้องส่งมอบให้ธนาคารกลางเพื่อมิให้มีการรั่วไหล
หรือหลีกเลี่ยงโดยได้รับเงินตราของประเทศไป
เมื่อได้รับเงินตราต่างประเทศเข้ามา
รัฐบาลจะแบ่งขายให้แก่ผู้ต้องการเงินตราต่างประเทศส่งสินค้าเข้า โดยพิจารณาว่าสินค้าที่ส่งเข้านี้มีความจำเป็นต่อประเทศเพียงใดมีวัตถุประสงค์พอสรุปได้
ดังนี้
1.
เพื่อจำกัดการนำเงินทุนเข้าประเทศหรือการส่งเงินทุนออก
2.
เพื่อรักษาค่าภายนอกของเงินตราของประเทศให้มีเสถียรภาพ
3.
เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราที่เป็นทองคำของประเทศไว้
4.
เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อถือในความมั่งคงของเงินตรา
5.
เพื่อสงวนเงินตราต่างประเทศสำหรับส่งสินค้าเข้ายามวิกฤต
6.
เพื่อใช้เงินตราต่างประเทศชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืน
1. สินค้าออกดั้งเดิม - ข้าว,
ยางพารา, ไม้ และดีบุก
2. สินค้าออกชนิดใหม่ -
ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, น้ำตาล
3.
สินค้าอุตสาหกรรม - สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปที่ใช้ผลผลิตทางเกษตร
หรือสินค้าขั้นปฐม อื่น ๆ เป็นวัตถุดิบ เช่น อัญมณี, ผ้าไหมของไทย,
ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ปัจจุบันมีการกระจายในการส่งออกสินค้ามากขึ้นสินค้าดั้งเดิมค่อย
ๆ ลดลง
ดุลการค้าและดุลการชำระเงิน
ดุลการค้าแบ่งออกเป็น 3 กรณี กล่าวคือ
1.
ดุลการค้าเกินดุล EX > IM
2. ดุลการค้าขาดดุล EX < IM
3.
ดุลการค้าสมดุล EX =
IM
ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) หรือดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ (Intemation : Balance of
Payment) หมายถึง บัญชีบันทึกยอดรับ
รายจ่ายทางด้านการค้าและการลงทุนทั้งสิ้น
ที่ประเทศได้จ่ายให้หรือรายรับจากต่างประเทศในระยะเวลา 1 ปี
1.บัญชีเดินสะพัด (Current Account) ประกอบด้วย
- ดุลบริการ
หมายถึงบัญชีที่แสดงถึงการค้าระหว่างประเทศในด้านบริการ เช่น
ค่าระวางประกันภัย ค่าขนส่ง
รายได้จากการท่องเที่ยว รายได้จากการลงทุน รายได้จากแรงงานและบริการอื่น ๆ
2.บัญชีทุนเคลื่อนย้าย (Capital Movement Account) การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่าง
ประเทศ 2 แบบ คือ
2. 1. การลงทุนโดยตรง
เช่นญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ใน
ประเทศไทย เป็นต้น
2. 2. การลงทุนโดยทางอ้อม เช่น
การนำเงินไปซื้อหุ้นหรือฝากธนาคาร พาณิชย์ ผลตอบแทนที่ได้ คือ
เงินปันผลหรือดอกเบี้ย
3. บัญชีเงินบริจาคหรือเงินโอน (Transfer Payment) เป็นบัญชีที่บันทึกรายการเกี่ยวกับเงินบริจาค
เงินช่วยเหลือ และเงินโอนต่าง ๆ ที่ได้รับหรือที่ประเทศโอนไปให้ต่างประเทศ
4. บัญชีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Intemational Reserve Account)
ประกอบด้วย ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และสิทธิพิเศษถอนเงิน (Special
Drawing Right
: SDR) ที่ได้รับจาก
IMF เพื่อใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ
เป็นบัญชีที่แสดงให้เห็นถึงฐานะของดุลการชำระเงิน
เป็นการเคลื่อนไหวของทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อชดเชยความแตกต่างระหว่างยอดรวมของเงินตราต่างประเทศที่ได้รับกับเงินตราต่างประเทศที่ต้องจ่ายในบัญชีเดินสะพัดบัญชีทุนและบัญชีบริจาคในระยะเวลา
1 ปี
นโยบายเงินเดือน 15,000
ขึ้น เงินเดือนข้าราชการ ปริญญาตรี 15000 บาท เริ่ม มกราคม 2555 นายวิรุฬ
เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ปรับ
ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ปริญญาตรี 15,000 บาท คลอบคลุม กลุ่มราชการคือ
• ข้าราชการ
• ลูกจ้างประจำ
• ลูกจ้างชั่วคราว ที่จ้างจากเงินงบประมาณ
• พนักงานราชการ
• ทหารกองประจำการ
โดยจะแบ่งกลุ่มเงินเดือนออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มปริญญาตรีผู้ได้รับเงินเดือนเกิน 15,000
บาท แต่ไม่เกิน 20,000บาท จะมีเงินค่าครองชีพเพิ่มให้อีก
2. กลุ่มปริญญาตรีที่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท
จะเพิ่มค่าครองชีพให้เป็น 15,000 บาท
3. กลุ่มผู้มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี
ที่ได้รับเงินเดือน 9000 บาทขึ้นไป รับค่าครองชีพ 1,500 บาท
4. กลุ่มผู้มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี
ที่ได้รับเงินเดือนไม่ถึง 9,000 บาท จะเพิ่มค่าครองชีพให้ถึง 9,000 บาท
สำหรับส่วนของหน่วยงานราชการ กระทรวงการคลัง จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในอีก
2 สัปดาห์ข้างหน้า (ประมาณ กลางเดือน กันยายน 2554) ให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1
ม.ค.2555 ต่อไปกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ ครม. เพื่อปรับรายได้บุคลากรภาครัฐ
วุฒิปริญญาตรีขั้นต่ำต้องรับ 15,000 บาท พร้อมทั้ง
พิจารณาให้ปรับกลุ่มที่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้วย
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า
เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการ ปรับรายได้ให้แก่บุคลากรภาครัฐ
โดยเฉพาะที่ผู้จบปริญญาตรีเมื่อเข้ามาทำงานในระบบราชการควรมีรายได้ขั้นต่ำอย่างน้อย
15,000 บาทต่อเดือน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมบัญชีกลาง
จึงได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ
เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของกระทรวงการคลังโดยการแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังและตามฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐจากระบบการเบิกจ่ายเงินเดือนค่าจ้างที่กรมบัญชีกลางกำกับดูแลอยู่นั้น
ปัจจุบันมีบุคลากรภาครัฐที่มีเงินเดือนและค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนจำนวน
649,323 คน แบ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้วุฒิปริญญาตรี ขึ้นไป จำนวน 346,365 คน
ต่ำกว่าปริญญาตรีโดยรวมถึงทหารกองประจำการจำนวน 302,958 ราย
โดยผู้ที่วุฒิปริญญาตรีขึ้นไปจะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มรวมเงินเดือนเป็น15,000 บาท
สำหรับผู้ที่วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรียังคงได้รับเงิน พ.ช.ค. 1,500 บาท
เช่นเดิม โดยจะขยายเพดานอัตรา
เงินที่ได้รับเพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับเงินเดือนค่าจ้างและทหารกองประจำการที่ได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงประจำ
ไม่ถึง 9,000 บาท ก็จะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มรวมกันให้ได้รับเป็น 9,000 บาท ด้วย
โดยจะใช้เงินงบประมาณประมาณปีละ 24,533 ล้านบาท ซึ่งได้มีการศึกษาผลกระทบด้านต่าง
ๆ แล้วไม่เป็นปัญหา
“การปรับรายได้ดังกล่าวกระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางโดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้
บุคลากรภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับภาวะค่าครองชีพและเป็นการช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดียิ่งขึ้น
โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2555 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่บุคลากรภาครัฐ
สำหรับกลุ่มอื่น ๆ ได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป”โดยในระยะสั้นจะจ่ายเป็นเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) ก่อน
สำหรับการปรับโครงสร้างฐานเงินเดือนมอบหมายให้กรมบัญชีกลางร่วมกับสำนักงาน ก.พ.
พิจารณาดำเนินการต่อไป คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในต้นปีหน้านายวิรุฬ
เตชะไพบูลย์ กล่าวต่อว่า
เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
คือให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท
และให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า 300 บาท (เดือนละไม่น้อยกว่า 9,000 บาท)
ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล
กระทรวงการคลังจึงได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระเบียกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ
พ.ศ. 2548
จากนโยบายดังกล่าวมีบุคลากรภาครัฐได้ประโยชน์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 649,323 คน
คิดเป็นเงินงบประมาณปี2555 จำนวน 18,396 ล้านบาท และใช้เงินต่อปีเป็นเงิน 24,533
ล้านบาทเพื่อไม่ให้เป็นการรอนสิทธิของข้าราชการและลูกจ้างประจำที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีที่เคยมีสิทธิได้รับ
พ.ช.ค. เดือนละ 1,500 บาท โดยเมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้ว ไม่เกินเดือนละ
12,285 บาท ยังคงให้ได้รับ พ.ช.ค. 1,500 บาท เช่นเดิมในส่วนของพนักงานราชการ
การได้รับ พ.ช.ค.
เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบฯตามที่กระทรวงการคลังเสนอแล้ว
ก็ให้สำนักงาน ก.พ.
ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการรับไปดำเนินการภายใต้หลักการเดียวกันคณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ
(ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอโดยให้รองนายกรัฐมนตรี
(นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง)
รับไปพิจารณาผลกระทบให้กับข้าราชการผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งกำหนดมาตรการเสริมและแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันแล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่งทั้งนี้
ให้ ก.พ. รับไปดำเนินการปรับโครงสร้างเงินเดือนทั้งระบบให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อ
สาระสำคัญของร่างระเบียบ
1.)
ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว
ที่บรรจุหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
ต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปที่มีอัตราเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ
15,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวจำนวนหนึ่ง
แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้ว ต้องไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท
โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555
2. )
ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว
ที่บรรจุหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
ต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี
ที่มีอัตราเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท
ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่เกินเดือนละ 9,000
บาท ทั้งนี้
ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่สำเร็จการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรีที่เคยมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ1,500
บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้ว ต้องไม่เกินเดือนละ 12,285 บาท
ให้ได้รับตามสิทธิเดิมต่อไป (ร่างข้อ 7 แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 6/2)
3.)
ทหารกองประจำการซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับ พ.1
กรณีที่เงินเดือนรวมกับเบี้ยเลี้ยงประจำตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการนั้นแล้ว
มีจำนวนไม่ถึงเดือนละ 8,610 บาท
ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นตามอัตราที่กระทรวงกลาโหมกำหนดซึ่งเมื่อรวมกับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงประจำตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมดังกล่าวแล้วต้องไม่เกินเดือนละ
8,610 บาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 และนับตั้งแต่วันที่ 1
มกราคม 2555 ให้ปรับเพิ่มเป็นไม่เกินเดือนละ 9,000 บาท
มันจะสัมฤทธิ์หรือไม่ เพราะอะไร
ตอบ ไม่
เพราะปัจจุบันเงินในประเทศมีรายจ่ายเยอะแยะมากมายทั้ง น้ำ
ท่วมเงินช่วยประชากรส่วนใหญ่ต้องประสบกับปัญหาภัยพิบัติทั่วประเทศไทย
อุทกภัยบ้างรัฐบาลน่าจะเอาเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือดีกว่าจะเอามาใช้ในส่วนนี้และงบประมาณนี้ค่อนข้างจะมากเลยทีเดียว
เป็นไปไม่ได้เพราะต้องใช้งบประมาณเยอะมากจึงจะจ่ายให้กับคนหลาย
ล้านคนจึงจะครบและกว่าจะครบประเทศไทยเราจะไม่ติดลบมากเลยขณะนี้ประเทศวุ้นวายมากเลยทั้งเรื่องการเมือง
ความปลอดภัยของประเทศ และยังมีเรื่องของยาเสยติดที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ เงินเดือนคนล่ะ
15000
มันเยอะไปสำหรับคนที่เริ่มทำงานใหม่อาจทำให้คนไม่ขยันทำงานเพราะว่าได้เงินเดือนเยอะพอแล้วมาตรการนี้จะเกิดขึ้นยากใน
ภาคเอกชนซึ่งอาจทำได้เพียงภาคราชการหรือวิสาหกิจเท่านั้น
ซึ่งรัฐบาลอาจต้องแบกรับภาระมากขึ้น
นโยบายประกันรายได้เกษตกร
เป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
และข้าวเปลือก ที่ไม่บิดเบือนกลไกตลาดและช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาล
โดยในระยะแรกจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรนอกจากการรับจำนำและในระยะยาวจะเป็นระบบแทนที่การรับจำนำคณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงพืชเศรษฐกิจ
ทั้ง 3
ชนิดทำหน้าที่กำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาจ่ายอัตราชดเชยรายได้ให้เกษตรกร
แล้วนำเสนอประธานกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ประธานกรรมการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
และประธาน กขช. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิง
โดยประกาศทุกวันที่ 1 และ วันที่ 16
ของเดือน
การกำหนดราคาตลาดอ้างอิงที่จะนำมาใช้คำนวณส่วนต่างที่เป็นเงินภาครัฐจะจ่ายชดเชยให้กับเกษตรกรผู้เอาประกัน
ราคาตลาดดังกล่าวต้องเป็นราคาที่สะท้อนภาวะการซื้อขายที่แท้จริงและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ซึ่งสำหรับปี 2552/53 นี้ ในแต่ละประเภทสินค้า ได้แก่
ข้าวโพด มันสำปะหลัง และข้าวเปลือก จะมีคณะอนุกรรมการกำหนดราคาตลาดอ้างอิงทำการ
กำหนดราคาตลาด และ
ในช่วงเวลาที่ผ่านคงต้องยอมรับว่า เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ส่วนใหญ่
ยังข้อสงสัย เกี่ยวกับรายละเอียดและวิธีการของโครงการประกันราคาดังกล่าว
ในหลายประเด็น เช่น
ประเด็นการขึ้นทะเบียนเกษตรกรว่ามีหลักการในการขึ้นทะเบียนอย่างไร
ประเด็นเรื่องจำนวนผลผลิตสูงสุดที่สามารถเข้าร่วมโครงการว่าจะเป็นเท่าไรและมีความเหมาะสมอย่างไร
ประเด็นเรื่องการคำนวณราคาตลาดอ้างอิงที่เหมาะสม
ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานแม่งาน ได้แก่ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธนาคารเพื่อการเกษตร ฯ หรือ ธ.ก.ส.
ที่จะต้องทำประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบอย่างทั่วถึงกัน
เพื่อแสดงให้ว่า รัฐบาลมีความจริงใจที่อยากจะเห็น
เกษตรกรไทยเข้มแข็ง..มีกำไรแน่นอน ตามสโลแกนของโครงการนี้
ความสำคัญที่สุดสำหรับ “โครงการประกันราคา”
นี้อยู่มี 2 ส่วนคือ
1. การขึ้นทะเบียนเกษตรกร
2. การกำหนดราคาตลาดอ้างอิง
ส่วนแรก คือ การขึ้นทะเบียนเกษตรกร
เนื่องมากจากโครงการนี้เปิดโอกาสให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
(รัฐเป็นคนจ่ายเบี้ยประกันให้) ทำให้อาจจะมีผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรที่แท้จริงแอบเข้ามาขอร่วมโครงการด้วย
ทำให้ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรนี้ต้องกระทำอย่างมีประสิทธิภาพและรัดกุมที่สุด
ลักษณะนโยบายสาธารณะในภาคการเกษตร
นโยบายสาธารณะในที่นี้ หมายถึง
มาตรการหรือแผนงานทางการเกษตรต่างๆที่รัฐได้วางไว้เพื่อเป็นแนวทางให้เกิดปฏิบัติและบรรลุเป้าหมายในทางเศรษฐกิจและทางการเมืองตามที่ต้องการ
ซึ่งวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายสาธารณะในที่นี้อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างเสถียรภาพของราคา
การยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น การเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการผลิตของเกษตรกร
การสนองตอบต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การเพิ่มพูนสวัสดิการของสังคม
หรือการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น
ทั้งนี้เป้าหมายหรือประโยชน์ที่ต้องการนั้นอาจจะประกอบด้วยเป้าหมายด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวหรืออาจประกอบด้วยเป้าหมายในหลายๆด้านประกอบกันไป
วัตถุประสงค์
1.เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับราคามันสำปะหลัง
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวเปลือกที่สูงขึ้น
2. เพื่อเป็นการใช้กลไกตลาดในการสร้างเสถียรภาพราคาในระยะยาวและมีความยั่งยืน
3. เพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรมุ่งเน้นสร้างความเข้า
4.ให้แก่เกษตรกร
ให้เห็นความสำคัญของกระบวนการทำประชาคม ประโยชน์ของโครงการ
และเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกร เช่น
เพื่อให้เกษตรกรสามารถมีรายได้เพียงพอจากการประกอบเกษตรกรรม
มีการพัฒนากระบวนการผลิต และลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น
5. มุ่งเน้นระบบการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบระดับตำบลให้มีมาตรฐานและกระบวนการที่ชัดเจน
และมีการนำฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรในปีที่ผ่านมา
นำมาเปรียบเทียบและใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบ กรณีที่มีผลการขึ้นทะเบียน
และทำประชาคมที่มีความแตกต่างกัน
โดยอาจมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเกษตรกรที่มีความแตกต่างของพื้นที่การขึ้นทะเบียนเพิ่มขึ้น
ผู้ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือมีการนำเอกสารสิทธิ์แปลงเดียวกันมาใช้ในการจดทะเบียน
เป็นต้น
6. ติดตามกลไกตลาดในพื้นที่ เช่น
สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในพื้นที่ ราคาอ้างอิงกับราคาที่เกษตรกรขายได้จริง
มาตรการอื่นๆของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพยุงราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น
.การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และการจัดประชุมประชาคม เพื่อรับรองการผลิตของเกษตรกร โดยคณะกรรมการตรวจสอบระดับตำบล เดือน กรกฎาคม – กันยายน 2552 ข้าวนาปีขยายเวลาถึง เดือน ตุลาคม 2552.การทำสัญญาประกันราคา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน 2552 โดย ธ.ก.ส. ทำสัญญาประกันราคากับเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ
เกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ
1. เป็นเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2552/53 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2552/53 หรือข้าวเปลือก ปี 2552/53 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
2. เป็นเกษตรกรที่มีหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนการปลูกมันสำปะหลัง ปี 2552/53 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2552/53 หรือข้าวเปลือก ปี 2552/53 ที่ออกโดยกรมส่งเสริมการเกษตร
3. เข้าร่วมโครงการได้ครัวเรือนละ 1
รายเว้นแต่แยกการทำกินสามารถเข้าร่วมได้มากกว่า 1 ราย
4. เกษตรกรทั่วไปขอเข้าโครงการได้ตามภูมิลำเนา (สำเนาทะเบียนบ้าน) ณ ธ.ก.ส.
สาขาที่ตั้งภูมิลำเนา
5. ลูกค้า ธ.ก.ส. ขอเข้าโครงการได้ ณ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัด
วิจารณ์นโยบายประกันรายได้เกษตรกร
ราคานี้ดีอยู่ทำให้เกษตรกรมีกำลังใจที่จะทำเกษตรต่อไปแต่นโยบายนี้น่าจะรับประกันพืชทุกชนิดที่สำคัญของประเทศจะได้ทำให้เกษตรทุกมีกินมีใช้กันทุกคน ข้าว’ ไม่เพียงเป็นพืชการเมืองและพืชเศรษฐกิจที่ใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกทำรายได้เข้าประเทศปีละนับแสนล้านบาท
ว่ายังเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศไทยมาช้านานด้วย
หากการกระทำนั้นเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากกลับยังยากจนข้นแค้นเป็นหนี้สินทั้งในและควรมีการประกาศหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการ ราคาประกันระยะเวลาการขึ้นทะเบียน การทำสัญญา
การใช้สิทธิ
ให้เกษตรกรทราบก่อนเริ่มดำเนินการ
ควรมีการชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการประกันรายได้เกษตรกร ให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน
และอยากให้มีโครงการดีๆแบบนี้ไปนานๆและพัฒนาปรับเพิ่มราคารับประกันให้เพิ่มมากกว่านี้ประชาชนทุกคนจะได้มีชีวิตที่สุขสบายกันทุกคนและไม่ต้องจำกัดเวลาการรับประกันเพราะบางคนอาจจะรู้ข่าวช้าเลยทำให้พลาดการเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย
ผลดีของการใช้นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร
เป็นการช่วยเหลือเกษตรให้สามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ไม่ไปติดเหล้าเพราะผิดหวังกับราคาพืชที่เวลาขายแล้วถูกกดราคาเกษตรก็เลยเครียดแล้วก็ไม่อยากทำจึงเอาเวลาว่างไปกินเหล้า
ผลดีก็มีอยู่ดังต่อไปนี้
1.เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับส่วนต่างระหว่างเกณฑ์กลางอ้างอิงกับราคาประกันเป็นเงินโดยตรงจากรัฐ
กรณีราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกัน ช่วยให้เกษตรกรไม่ขาดทุนจากการขายผลผลิต
2. การจดทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกเพื่อทำประกันราคาจะช่วยลดปัญหาการสวมสิทธิ์จากการผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน
3. ไม่เป็นภาระกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล
เนื่องจากรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ราคาตลาดอ้างอิงกับราคาประกันให้กับเกษตรกรเท่านั้น
รัฐบาลไม่ต้องรับภาระเกี่ยวกับการแปรสภาพและการจัดเก็บผลผลิตในสต็อกของรัฐบาล
4. ลดปัญหาการทุจริต
และการแสวงหาประโยชน์จากการรับจำนำของผู้ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆ
คงเหลือเพียงระดับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่จดทะเบียน
5. กลไกการค้าผลิตผลเข้าสู้ภาวะปกติ
กลับมามีการแข่งขัน รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้า
ผลกระทบที่เกิดจากการประกันราคา
ทำให้เกษตรรายอื่นไม่พอใจเพราะรับประกันพืชแค 3 ชนิด เอง
และการที่ทำงานแบบนี้อาจจะมีเกษตรบางรายถูกโกงจากการทำงานของเจ้าหน้าก็อาจเป็นไปได้ โอกาสที่จะถูกโกงมีดังนี้
1. มีโอกาสเกิดการทุจริตในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การรับรองพื้นที่
และปริมาณผลผลิต
2. หากกำหนดราคาประกันสูง
จะทำให้เกิดแรงจูงใจแก่เกษตรกรเพิ่มเนื้อที่การผลิต
3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มบุคลากรจำนวนมากมาสนับสนุนการดำเนินงานเพราะคาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเกือบทั้งหมด
4. หากราคาผลผลิตตกต่ำมากจะเป็นภาระของรัฐบาลในการจัดหาเงินทุนมาชดเชยแก่เกษตรกร
โดยเฉพาะการร่วมมือกันกดดันราคาของผู้ค้าผลิตผลทางการเกษตร
5. หากเกษตรกรขายผลผลิตได้ต่ำกว่าราคาตลาดอ้างอิงมาก
อาจชุมนุมเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลช่วยเหลือ
6. ผู้ที่เคยได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการรับจำนำ
ไม่สนับสนุนการดำเนินงาน
สรูป
ผลจากการดำเนินนโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาล
ทำให้รัฐมีต้นทุนค่าใช้จ่ายประมาณปีละ 70,000 ล้านบาท และขาดทุนเกือบ 50%
ของต้นทุนในการดำเนินนโยบายและยังทำให้มีภาระหนี้สินเพราะรัฐบาลได้ใช้วิธี
การกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ
ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ไม่มีความโปร่งใสและวินัยการคลังนอกจากนี้ในแต่ละปียังมีผลประโยชน์
หรือผลตอบแทนส่วนเกินจากการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละประมาณ 35,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้ตกอยู่ในมือเกษตรกรที่มีปัญหายากจนอย่างแท้จริง
แต่กลับไปกระจุกตัวอยู่ในเกษตรกรที่มีฐานะมากกว่าเกษตรกรที่มีฐานะยากจนอย่างไรก็ตามการใช้นโยบายประกันรายได้ให้กับเกษตรกรถือว่าเดินมาถูกทางแต่
ยังมีจุดอ่อนใน 4 ด้านคือมีเกษตรกรไม่เข้าใจจำนวนมากเพราะมีการประชาสัมพันธ์ที่อ่อนมาก
มีการเริ่มต้นโครงการที่ช้าเพราะถูกกลุ่มที่เสียประโยชน์คัดค้าน
มีพื้นที่จดทะเบียนที่สูงเกินจริงเพราะแยกจดทะเบียนพืชทั้ง 3
ชนิด การกำหนดปริมาณการประกันรายได้ต่อครอบ ครัวและราคาประกันรายได้สูงเกินไปอาจทำให้รัฐต้องใช้เงินจำนวนมากเข้าไปดูแล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น