วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

            ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเมืองและวิชารัฐศาสตร์


                ก่อนที่เราจะเรียนรู้ว่า วิชารัฐศาสตร์คืออะไรนั้น เราจำเป็นจะต้องทราบเสียก่อนว่า วิชาความรู้ในปัจจุบันนี้ มีการจำแนกหรือแบ่งประเภทอย่างไร เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการศึกษาสภาพและกำหนดขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์


                ในปัจจุบันนี้ ได้มีการจำแนกประเภทของความรู้ออกเป็น 3 สาขาใหญ่ๆ คือ

1.               มนุษยศาสตร์ (Humanities)

2.               วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science)

3.               สังคมศาสตร์ (Social Science)

มนุษยศาสตร์ คือ วิชาการที่กล่าวถึงคุณค่าและผลงานของมนุษย์ ความสวยงาม และความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในอดีต สาขาวิชาของมนุษยศาสตร์ ได้แก่ ปรัชญา การดนตรี ศิลปศาสตร์ วรรณคดี ภาษาศาสตร์ เป็นต้น

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คือ ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยการใช้วิธีวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ได้แก่

                การตั้งสมมติฐาน                    (State Hypothesis)

                การวางแผนรวบรวมข้อมูล   (Plan Method Gathering Data)

                การรวบรวมข้อมูล           (Gathering Data)

การวิเคราะห์ข้อมูล          (Analysis of Data)

การทำรายงาน               (Report)

และการทวนสอบ                    (Verification)

          เมื่อได้ผลเช่นใดแล้วก็อาจจะนำมาสร้างเป็นทฤษฎี ซึ่งส่วนมากเป็นการทดลองมากกว่าการสังเกตพิจารณา สาขาวิชาของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา ดาราศาสตร์ เป็นต้น


                สังคมศาสตร์ คือ ความรู้เกี่ยวกับสังคมและมนุษย์ที่มาอยู่ร่วมกันในสังคม ตลอดจนปรากฏการณ์ต่างๆ ทางสังคม ในวิชาสังคมศาสตร์นั้น การแสวงหาความรู้ก็ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เช่นกัน แต่ทฤษฎีต่างๆ ทางสังคมศาสตร์ได้มาจากการสังเกตพิจารณามากกว่าการทดลอง เพราะเหตุว่าสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของสังคมมนุษย์นั้น เราไม่สามารถควบคุมได้อย่างแน่นอน (Lack of Control over all Variables) กล่าวคือ สังคมมนุษย์และตัวมนุษย์เองเปลี่ยนแปลงเสมอ และการที่จะนำเอาสังคมทั้งสังคมเข้าทำการทดลองเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือจะกระทำกับบุคคลก็เป็นการผิดศีลธรรม เพราะฉะนั้นทฤษฎีในสังคมศาสตร์จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่นอนเหมือนทฤษฎีของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เป็นเพียงการสังเกตการณ์และพยายามอธิบายปรากฏการณ์นั้นๆ สาขาของวิชาสังคมศาสตร์ ได้แก่ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา จิตวิทยา มานุษยวิทยา ภูมิศาสตร์ ฯลฯ


              ความหมายของการเมือง

                การเมือง คือ กิจกรรมที่มนุษย์กระทำ รักษาคุณสมบัติที่ดี และปรับปรุงกฎทั่วๆ ไป ซึ่งมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้กฎเหล่านั้น การเมืองมีความเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ของความขัดแย้ง และความร่วมมือในสังคม จากการที่มีความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามกัน ความต้องการที่ต่างกัน การแข่งขันกัน และความสนใจที่แตกต่างกัน การเมืองจึงเป็นเรื่องของการแสวงหาวิธีที่จะยุติปัญหาและทำความตกลงกันท่ามกลางความขัดแย้งกันในสังคม ทั้งนี้ได้มีการให้คำจัดความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเมืองไว้ 2 ความหมาย คือ การเมืองเป็นเรื่องของการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวมและ การเมืองเป็นเรื่องของการใช้อำนาจ


1.               การเมืองเป็นเรื่องของการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม (Politics as the making of common decisions)

กลุ่มคนต่างๆ บ่อยครั้งที่จะตัดสินใจในประเด็นทีมีผลต่อชีวิตของพวกเขาเอง เช่น ครอบครัวหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะไปอยู่ที่ไหน และควรจะใช้กฎเช่นใดเพื่อที่จะปกครองลูกๆ ของพวกเขา ต้องทำอย่างไรที่จะรักษางบดุลของบ้าน และอื่นๆ เช่นเดียวกับที่ประเทศหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะตั้งสวนสาธารณะไว้ที่ใด ควรจะเป็นพันธมิตรกับใครในช่วงที่เกิดสงคราม ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นการทำให้เกิดการกำหนดชุดนโยบายสำหรับกลุ่มคน การตัดสินใจเพียงสิ่งเดียวก็มีผลต่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มนั้นๆ 

2.               การเมืองเป็นเรื่องของการใช้อำนาจ (Politics as the exercise of power)

หลายครั้งที่การเมืองจะเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจโดยคนหนึ่งคนหรือคนหลายคน เหนือคนอื่นๆ อำนาจ คือ ความสามารถของคนหนึ่งคนที่จะทำให้คนอื่นๆ ทำให้สิ่งที่เขาปรารถนาเป็นสิ่งแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ตาม การเมืองจึงมักจะเกี่ยวกับการใช้อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับ (coercion) หรือ ชักจูง (persuasion)

การบังคับ (coercion) หมายถึง ให้คนอื่นกระทำบางสิ่งบางอย่างในสิ่งที่เขาไม่ต้องการกระทำ

การจูงใจ (persuasion) หมายถึง การชักชวนให้คนอื่นกระทำในสิ่งที่เขาปรารถนาจะทำ โดยการวางเงื่อนไขที่จะมีตัวเลือกที่ไม่น่าสนใจ และมีทางเลือกที่มีเหตุผลและเหมาะสมไว้เป็นทางเลือกที่เหลืออยู่


                ทั้งหมดนี้เป็นความหมายของการเมืองที่มีการตีความกัน หรือจะพูดได้อีกนัยหนึ่งว่า การเมือง คือ การแสวงหา รักษา และใช้อำนาจอิทธิพลและประโยชน์ เพื่อตนเองหรือส่วนรวม หรือทั้งสองอย่าง โดยมีประโยชน์เกื้อกูลกัน

           ความหมายของรัฐศาสตร์

                รัฐศาสตร์ (Political Science) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยรัฐ อันเป็นสาขาหนึ่งของวิชาสังคมศาสตร์ ที่กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับรัฐ ว่าด้วยทฤษฎีแห่งรัฐ การวิวัฒนาการ มีกำเนิดมาอย่างไร สถาบันทางการเมืองที่ทำหน้าที่ดำเนินการปกครองมีกลไกไปในทางใด การจัดองค์การต่างๆ ในทางปกครอง รูปแบบของรัฐบาล หรือสถาบันทางการเมืองที่ต้องออกกฎหมายและรักษาการณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอกชน (Individual) หรือกลุ่มชน (Group) กับรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ตลอดจนแนวคิดทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อโลก ตลอดจนการแสวงหาอำนาจของกลุ่มการเมืองหรือภายในกลุ่มการเมือง หรือสถาบันการเมืองต่างๆ เพื่อการปกครองรัฐให้เป็นไปด้วยดีที่สุด

                จากความหมายดังกล่าว รัฐศาสตร์จึงมีความเกี่ยวพันกับสังคมศาสตร์ทุกสาขาวิชาอย่างแยกไม่ออก การที่เราจะศึกษาวิชารัฐศาสตร์จำเป็นต้องกำจัดขอบเขต โดยวิชารัฐศาสตร์จะมุ่งเน้นศึกษาเป็นพิเศษใน 3 หัวข้อ คือ

1.               รัฐ (State)

2.               สถาบันการเมือง (Political Institutions)

3.               ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)

1.               รัฐ (State) เป็นหัวใจของวิชารัฐศาสตร์ เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาว่า รัฐคืออะไร ความหมายและองค์ประกอบของรัฐ กำเนิดของรัฐ และวิวัฒนาการของรัฐ และแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ

2.               สถาบันทางการเมือง (Political Institutions) หมายถึง องค์กรหรือหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการปกครองและดำเนินกิจการต่างๆ  ของรัฐทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งอาจจะก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมายของรัฐ หรืออาจก่อตั้งขึ้นโดยการร่วมใจกันของเอกชน หรือตามประเพณีก็ได้ สถาบันทางการเมืองมี สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐบาล พรรคการเมือง เป็นต้น

3.               ปรัชญาทางการเมือง (Political Philosophy) คือ ความคิดความเชื่อของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในยุคใดยุคหนึ่ง อันเป็นรากฐานของระบบการเมืองที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและความต้องการของตน หมายความรวมถึง อุดมการณ์หรือเป้าหมายที่จะเป็นแรงผลักดันในมนุษย์ปฏิบัติการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ เช่น ผู้บริหารประเทศไทยมีปรัชญาทางการเมืองที่มุ่งในทางพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมและทางกสิกรรม กับปรารถนาให้ประชาชาติมีการกินดีอยู่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุประสงค์ (Objective or Ends) แต่การที่จะปฏิบัติ (Means) นั้นอาจจะใช้ระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งก็เป็นวิถีทางที่อาจจะนำมาถึงจุดมุ่งหมายนั้นๆ ก็ได้


สาขาวิชาทางรัฐศาสตร์

                วิชารัฐศาสตร์ก็มีการแยกเป็นแขนงวิชาเฉพาะ (Specialization) เพื่อผู้ศึกษาจะได้ทำการศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไป ซึ่งในที่นี้จะขอแบ่งออกเป็น 6 สาขา คือ

1.               การเมืองการปกครอง (Politics and Government) คือ การศึกษาเกี่ยวกับสถาบันทางการเมืองต่างๆ การแบ่งอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ศึกษารัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งเน้นไปทางโครงร่างของการปกครอง และยังรวมถึงความสำคัญของพรรคการเมืองที่มีบทบาทต่อรัฐ รวมไปถึงการศึกษาประชามติและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ด้วย

2.               ทฤษฎี / ปรัชญาทางการเมือง (Political Theory / Philosophy) คือ การมุ่งศึกษาปรัชญาที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองตั้งแต่สมัยโบราณจนมาถึงปัจจุบัน ปรัชญาการเมืองเป็นเหมือนหลักการเหตุผล และความยึดมั่นของรัฐซึ่งย่อมแตกต่างกันไป การศึกษาก็เพื่อจะได้เรียนรู้เข้าใจทั้งจุดมุ่งหมาย (Ends) และวิถีทาง (Means) ของแต่ละปรัชญาดังกล่าว โดยแสวงหาเหตุและผลนำมาปฏิรูปความคิดและการปฏิบัติทางด้านการปกครอง ให้ได้รูปแบบที่ดีขึ้นจากตัวอย่างของความบกพร่องของรัฐอื่นๆ

3.               การเมืองการปกครองเปรียบเทียบ (Comparative Politics) มุ่งการศึกษาถึงการปกครองของประเทศต่างๆ หลายประเทศ เพื่อจะเปรียบเทียบกันทางประวัติศาสตร์เป็นพื้นฐานแล้วจึงเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ โครงร่างของการปกครอง และสถาบันทางการเมืองต่างๆ เช่น พรรคการเมือง สภานิติบัญญัติ ระบบศาล เป็นต้น ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนนโยบายต่างประเทศในอดีต ก็จำเป็นต้องศึกษาเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาด้วย

        ตามปกติการศึกษาสาขานี้มักจะศึกษาเพ่งเล็งกันที่ประเทศซึ่งมีความสำคัญและมีบทบาทในวงการนานาชาติ ทั้งในปัจจุบันและอดีต เพื่อดูลักษณะเด่นและด้อย หรือเพื่อเอาเป็นตัวอย่างจากการปกครองแบบใดแบบหนึ่ง ทั้งพยายามที่จะหาทฤษฎีที่ว่าทำไมรัฐต่างๆ จึงมีการปกครองที่แตกต่างกัน และทำไมการปกครองแบบนี้เป็นผลกับรัฐนี้ และการปกครองแบบเดียวกันล้มเหลวในรัฐอื่นๆ เป็นต้นว่า ทำไมระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศอังกฤษจึงเหมาะสมกับประเทศอังกฤษ แต่เมื่อนำมาใช้กับประเทศไทยแล้วทำให้เกิดปัญหายุ่งยากต่างๆ

        การเปรียบเทียบส่วนดีส่วนเสียของการปกครองแบบต่างๆ ของรัฐแต่ละรัฐ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อชักนำให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง โดยชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่องที่มีอยู่ของแต่ละรัฐอย่างชัดเจน นำไปสู่ระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับรัฐตน

4.               กฎหมายมหาชน (Public Law) คือ การศึกษาเกี่ยวกับรากฐานรัฐธรรมนูญของรัฐต่างๆ ปัญหาของการกำหนดและแบ่งอำนาจปกครองประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับรัฐ

 


5.               ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ก็คือ การติดต่อกันในระดับข้ามพรมแดน โดยที่การศึกษานั้นจะหมายรวมถึงองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมต่างๆ องค์การข้ามชาติ องค์การภูมิภาค ตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ และพิธีทางการทูตก็เพื่อเข้าใจและเป็นวิถีทาง (Means) ซึ่งจะช่วยในการติดต่อของรัฐต่างๆ นั่นเอง วิชานี้ต้องอาศัยความรู้ทางสาขาวิชาต่างๆ ประกอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้ต้องอาศัยความรู้ในปัจจัยต่างๆ ได้แก่ วัฒนธรรม ประชากร เศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ประกอบกันเป็นภูมิหลัง (Background) ของประเทศนั้นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ

6.               รัฐประศาสนศาสตร์ / บริหารรัฐกิจ (Public Administration) คือ การศึกษาโดยตรงในการบริหารของรัฐบาล ตลอดจนการบริหารกฎหมาย การจัดการเกี่ยวกับคน เงินตรา วัตถุ บริหารรัฐกิจนับเป็นแขนงวิชาใหม่ของวิชารัฐศาสตร์ เนื่องจากการที่รัฐบาลมีขอบเขตภาระหน้าที่กว้างขวางขึ้นตามยุคสมัย ทำให้ต้องหาวิชาการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จึงต้องมีวิชานี้เพื่อสนองความต้องการของยุคใหม่ วิชานี้เน้นในทางปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตจำนงในการปกครองของรัฐ ให้เป็นไปตามจุดประสงค์และอุดมการณ์ของรัฐอย่างเป็นผลดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

วิวัฒนาการและวิธีการศึกษาวิชารัฐศาสตร์

                การศึกษาวิชารัฐศาสตร์ นับแต่สมัยโบราณจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยังไม่มีลักษณะเป็นศาสตร์ที่แท้จริง หากเป็นเพียงการรวบรวมความคิดของปราชญ์ทางสังคมที่แล้วๆ มา ความคิดและความสนใจของปราชญ์เหล่านั้น ได้แก่ ปัญหาสำคัญๆ ของสังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัย ทำให้เนื้อหาสาระวิชาการเมืองมีขอบเขตของการศึกษาที่กว้างขวางมาก เนื่องจากได้รวบรวมเอาความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวสารพัดอย่างไว้มากเกินไป

                ในระยะหลังๆ การศึกษาวิชารัฐศาสตร์จึงยังคงอยู่ในภาวะของการแสวงหาความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อที่จะยกฐานะของตนให้เป็นศาสตร์สาขาหนึ่งที่มีหลักแห่งความรู้ที่เป็นลักษณะวิชาของตนโดยเฉพาะ โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นมิใช่เป็นเพียงศาสตร์ประยุกต์ ที่นำแนวความคิดในวิชาอื่นๆ มาศึกษาสถาบันทางการเมืองต่างๆ จากความพยายามดังกล่าวนี้ ทำให้วิชารัฐศาสตร์มีแนวโน้มที่จะมีลักษณะเป็นศาสตร์ในทางวิเคราะห์ ที่ยึดถือทฤษฎีเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยมากขึ้น แทนที่จะยึดปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติเป็นหลักแห่งความสนใจ

 
                วิวัฒนาการของการศึกษาวิชารัฐศาสตร์แบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ด้วยกัน คือ

1.               สมัยที่ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาทางศีลธรรมทั่วไป

2.               สมัยที่ศึกษาตัวบทกฎหมาย

3.               สมัยที่ศึกษาสิ่งที่เป็นจริง

4.               สมัยที่เน้นในด้านพฤติกรรมศาสตร์


ระยะที่ 1 นับตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นเวลาประมาณ 2,500 ปี การศึกษายังคงรวมอยู่กับการศึกษาเกี่ยวกับสังคมทั่วไป ซึ่งได้แก่การศึกษาในเรื่องปรัชญาทางศีลธรรม ในระยะนั้นนักปราชญ์ทางสังคมมีเสรีที่จะเลือกสนใจศึกษาปัญหาสำคัญของสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคแต่ละสมัย การศึกษาวิชาการเมือง ได้แก่ การศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของทางการเมืองในสังคมตะวันตก เนื้อหาสาระของวิชาส่วนใหญ่ประกอบด้วยหัวข้อเรื่องที่มีความสัมพันธ์ต่อกันน้อย เนื่องจากยังขาดแนวคิดทางทฤษฎีที่ชัดเจน และระเบียบวิธีที่รัดกุมเป็นหลักในการรวบรวมความรู้ เนื้อหาสาระของวิชาเป็นผลซึ่งเกิดจากการรวบรวมการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสมัยหนึ่งๆ ซึ่งไม่ค่อยซ้ำแบบกัน

 
ระยะที่ 2 การศึกษาที่เน้นในเรื่องทฤษฎีที่ว่าด้วยรัฐ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้วิชาการเมืองเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งรัฐยังมีความหมายแคบๆ ว่าเป็นที่รวมของกฎเกณฑ์ในทางกฎหมาย และจำกัดเฉพาะโครงสร้างหรือรูปแบบที่เป็นทางการตามกฎหมาย ก่อให้เกิดความรู้โดยเฉพาะในวิชารัฐศาสตร์ขึ้นมา นับแต่นั้นเป็นต้นมา วิชารัฐศาสตร์จึงสนใจศึกษาในเรื่องความก้าวหน้าของกฎหมาย ข้อกำหนดในทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองแบบต่างๆ อำนาจที่เป็นทางการของฝ่ายนิติบัญญัติ ศาล และฝ่ายบริหารประกอบกับการศึกษาถึงเรื่องปรัชญาโบราณ เป้าหมายของการปกครอง และเป้าหมายของรัฐ

ระยะที่ 3 ถึงแม้ว่า วิชาการเมืองในยุโรป ยังคงจำกัดตัวเองเฉพาะการศึกษาเรื่องรัฐ โดยเน้นที่รูปแบบทางการตามตัวบทกฎหมายจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่วิชาการเมืองในสหรัฐ จำเป็นต้องหันไปสนใจศึกษาความเป็นจริงทางการเมืองต่างๆ มากขึ้น โดนเน้นในด้านกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และไม่เป็นทางการ ทั้งนี้ เพราะมีปัญหาหลายด้าน ซึ่งเกิดจากการเป็นสังคมอุตสาหกรรมและการมีกลุ่มต่างๆ ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น มุ่งศึกษาความเป็นจริงทางการเมือง  เช่น กลุ่มที่มีอิทธิพลทางการเมือง ทำให้มีการแบ่งสาขาวิชาเฉพาะในรัฐศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกสาขาวิชาได้เริ่มมีความพยายามที่จะอธิบายว่า การเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อมีอำนาจ หรืออิทธิพลเหนือการปกครองหรือนโยบายสาธารณะ จึงทำให้นักรัฐศาสตร์ผละจากการยึดมั่นในแนวทางการศึกษาวิเคราะห์ และหันไปสนใจศึกษาเรื่องของการอำนาจ และกลุ่มต่างๆ

ระยะที่ 4 เป็นสมัยที่วิชารัฐศาสตร์เน้นในด้านพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งเพิ่งจะเจริญขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กล่าวคือ มีการนำเทคนิคใหม่ๆ มาศึกษาพฤติกรรม ซึ่งเป็นอยู่จริงๆ และก่อให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น โดยมุ่งศึกษาที่ตัวบุคคล เช่น ศึกษาถึงทัศนคติ สิ่งจูงใจ และค่านิยมของคน ทำให้มีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดระเบียบในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์เสียใหม่ การศึกษาที่ยึดหลักพฤติกรรมศาสตร์ มุ่งสนใจศึกษากระบวนการต่างๆ แทนการเน้นในเรื่องสถาบัน จึงมีผลให้วิชาการเมืองก้าวจากการเป็นศาสตร์ในทางสังเคราะห์ไปสู่การเป็นศาสตร์ในทางวิเคราะห์มากขึ้น


สำหรับวิธีการศึกษาทางรัฐศาสตร์ ยังมีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1.               กลุ่มนิยมการตีความ (Interpretivism) จะศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ปรัชญา ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง รวมถึงการค้นคว้าหารายละเอียด ข้อมูลที่มิได้เป็นในเชิงจำนวน เพื่อนำมาอธิบาย ตีความ ปรากฏการณ์

2.               กลุ่มพฤติกรรมศาสตร์ (Behaviourism) เกิดขึ้นหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จะมุ่งเน้นในเรื่องของทฤษฎีทางการเมืองที่เป็นกลไก และใช้หลักทางสถิติเพื่อตรวจสอบข้อมูลในเชิงจำนวน

 
แต่เดิม นักรัฐศาสตร์ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะมุ่งเน้นในการตีความ ใช้ข้อมูลหรือเอกสารในห้องสมุด และใช้วิธีการอนุมาน ตลอดจนยังคงศึกษาว่ารัฐที่ดีหรือรัฐบาลที่ควรเป็นอย่างไร ในช่วงระยะเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดาอาจารย์และนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ได้เข้าไปทำงานและปฏิบัติจริง ในหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ ทำให้เกิดประสบการณ์และเปลี่ยนแปลงวิธีการศึกษาทางรัฐศาสตร์ไปมุ่งเน้นในทางพฤติกรรมศาสตร์มากขึ้น โดยใช้ความรู้ที่ได้มาจากการทำงานกับของจริง คือ รัฐบาล มาแล้ว เพื่อที่จะตัดสินได้อย่างแม่ยำว่า

1.               ใครจะได้อำนาจทางการเมืองในสังคมหนึ่งๆ

2.               พวกเขาได้อำนาจทางการเมืองมาอย่างไร

3.               ทำไมพวกเขาจึงเอาอำนาจทางการเมืองมาได้

4.               เมื่อพวกเขาได้อำนาจทางการเมืองแล้ว พวกเขาเอาอำนาจนั้นไปใช้ทำอะไร 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือว่า การจะมุ่งเน้นไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง คงไม่เป็นการดีอย่างแน่นอน เพราะในบางเรื่องก็ไม่อาจใช้หลักทางพฤติกรรมศาสตร์ได้ ดังนั้น รัฐศาสตร์จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ประกอบบางส่วนของกลุ่ม นิยมการตีความ และองค์ประกอบบางส่วนของกลุ่ม พฤติกรรมศาสตร์
                                                                 
 
                                                              แหล่งที่มา
                                                    http://guru.google.co.th/
 
 
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น