ปัญหาการใช้กฎหมายในประเทศไทย
สภาพสังคมไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสเทคโนโลยีสมัยใหม่
ทำให้เด็กและเยาวชนไทยมีค่านิยมที่แตกต่างไปจากเดิม
โดยเน้นทางวัตถุมากกว่าการพัฒนาจิตใจ ก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว
การแสดงออกที่ผิดศีลธรรม การเห็นผิดเป็นชอบ ฯลฯ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมถอยทางศีลธรรม
เกิดปัญหาสังคม หลายฝ่ายต่างเร่งแก้ไข เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุข
เป็นสังคมที่มีคุณภาพ มุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริต
รักความสามัคคี มีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม และมีระบบคุ้มครองทางสังคมที่ดี
โดยต่างหวังว่าการศึกษาจะเป็นกระบวนการช่วยสร้างคนให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้
คำว่าสังคมนั้น หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม
ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงปัญหาสังคมในที่นี้
จึงหมายถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนหรือกลุ่มคนในสังคม ซึ่งมีจุดสนใจแตกต่างอย่างชัดเจนจากปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาสิ่งแวดล้อม
เช่น เมื่อกล่าวถึงปัญหาการว่างงานหรือตกงาน
โดยลำพังก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ
หากปรากฏการณ์นี้ยังไม่ทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว
ไม่เกิดการปะทะกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง หรือไม่ทำให้บรรทัดฐานความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเปลี่ยนไป
เมื่อกล่าวถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยตัวของมันเองก็ไม่ใช่ปัญหาสังคม
ดังนั้นการแก้ไขเยียวยา
จึงกระทำได้โดยใช้เทคนิควิทยาศาสตร์กายภาพแต่หากปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น
นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน ก็จัดได้ว่าเป็นปัญหาสังคมและการแก้ไขนั้นจำเป็นต้องอาศัยมาตรการทางสังคม
ปัญหาระบบกฎหมายไทยก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง
ที่ทำให้เกิดปัญหาในสังคม
เนื่องจากแต่ละประเทศย่อมมีปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับระบบกฎหมายแม้จะเป็นประเทศที่พัฒนาในด้านกฎหมายอย่างมาก
ก็ยังประสบปัญหากฎหมายต่างๆ เนื่องจากระบบสังคมและวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ
ระบบการเมือง และสิ่งแวดล้อมรอบตัวมนุษย์ในสังคมเปลี่ยนไปตามกาลสมัย
ปัญหาที่เกิดขึ้นในสมัยหนึ่งได้รับการแก้ไขไปได้ด้วยความเรียบร้อย ต่อมาปัญหาอื่นๆ
ก็เกิดขึ้นตามมาอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่ในประเทศที่พัฒนาได้วางระบบต่างๆ ของสังคมไว้ดี
มีความมั่นคง ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปก็น้อยกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา
และปัญหาที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวกับระบบกฎหมายก็ย่อมมีน้อยกว่าเช่นกัน
หาก
จะพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในระบบกฎหมายของไทย อาจกล่าวได้ว่าปัญหาต่างๆ
เกิดจากตัวกฎหมายอย่างหนึ่งและเกิดจากคนซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายอีกอย่างน้อย แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปแล้วอาจจะรวมเหลือเพียงปัญหาเดียว
คือ ปัญหาเกี่ยวกับคน เพราะตัวกฎหมายเอง ย่อมไม่อาจก่อให้เกิดปัญหาได้โดยตรง
หากคนไม่สร้างกฎหมายขึ้น กฎหมายย่อมจะมีขึ้นมาไม่ได้
ปัญหาที่เกี่ยวกับตัวกฎหมายเกิดขึ้นเพราะคนสร้างกฎหมายขึ้นมา
แล้วไม่เหมาะสมกับสภาพและลักษณะของสังคมหรือแม้ว่าครั้งหนึ่ง
อาจจะสร้างกฎหมายที่เหมาะสมกับสภาพในขณะนั้นแต่ต่อมาสภาพของสังคมเปลี่ยน
แปลงไปกฎหมายนั้นก็อาจจะไม่เหมาะสมกับสังคมนั้นอีกต่อไป หรือที่เรียกว่า
กฎหมายชราภาพ นั้นเอง
ปัญหาที่เกี่ยวกับตัวคนอาจเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ
เช่น ผู้ร่างกฎหมายยังไม่มีความรู้ในเรื่องแนวความคิดหลักเกณฑ์
เหตุผลในเรื่องนั้นมากเพียงพอและไม่ได้ศึกษาถึงความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย
ตลอดจนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด หลังจากร่างกฎหมายฉบับนั้นได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว
สิ่งต่างๆเหล่านี้คงจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ
หรือเมื่อกฎหมายได้ผ่านขั้นตอนของการบัญญัติกฎหมายแล้วแต่ผู้ใช้กฎหมายก่อให้เกิดปัญหาโดยปกติเมื่อมีการออกกฎหมายในกฎหมายนั้นเองจะระบุว่าเจ้า
พนักงานของรัฐ กรมใด กระทรวงใด
จะเป็นผู้รักษากฎหมายหรือดูแลบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย
หากผู้ดูแลรักษากฎหมายไม่ปฏิบัติหน้าที่ กฎหมายก็หย่อนคลายความศักดิ์สิทธิ์
คนก็ไม่เชื่อฟังและปฏิบัติตามกฎหมาย
หรือเจ้าพนักงานเอากฎหมายเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ส่วนตัว เช่น เรียกสินบน
หรือยอมรับสินบนที่เขาให้เพื่อกระทำการหรืองดเว้นกระทำการตามหน้าที่
ก็ย่อมเป็นช่องทางที่ก่อให้เกิดปัญหานอกจากนี้ปัญหายังอาจจะเกิดจากประชาชนไม่รู้กฎหมายหรือประชาชนใช้กฎหมายไม่ถูกต้อง หรือหาช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อเลี่ยงกฎหมาย
ประการสุดท้ายคือ
การใช้กฎหมายของผู้พิพากษาในการตัดสินคดี
หากแปลกฎหมายไปในทางที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบแล้ว
ก็ล้วนแต่จะก่อให้เกิดปัญหาด้วยกันทั้งนั้นจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
ถ้าสังคมส่วนรวมอยู่ได้ เราซึ่งเป็นสมาชิกหรือส่วนเล็กๆ
ส่วนหนึ่งของสังคมจึงจะอยู่ได้ ในปัญหายังมีคนจำนวนมากที่เห็นแก่ตัว กระทำการใดๆ
ในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ ต่อส่วนรวม คนเหล่านี้ขาดความสำนึกว่า
ถ้าสังคมส่วนรวมอยู่ไม่ได้แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร
นอกจากจะย้ายไปเป็นสมาชิกของสังคมอื่น
ซึ่งไม่แน่ว่าจะสามารถอยู่ในสภาพสังคมใหม่ได้ดีหรือไม่ ทนต่อความกดดัน
ความดูถูกดูแคลน ของคนในสังคมนั้นได้เพียงใด หากผู้ที่เห็นแก่ตัวเหล่านั้น
ยอมหยุดยั้งมาตั้งต้นใหม่ ยึดหลักสังคมส่วนรวมอยู่ได้แล้ว
เราสมาชิกในสังคมจึงจะอยู่ได้ ประโยชน์ส่วนรวมจึงต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตัว
เราจึงต้องช่วยกันสร้างเสริม รณรงค์ให้เกิดความเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนแล้วสังคมไทย
ประเทศไทยจึงจะอยู่รอด ด้วยความสงบสุขต่อไป
การแบ่งประเภทของกฎหมาย
หากใช้เนื้อหาของกฎหมายเป็นเครื่องแบ่งแยก
เราจะแบ่งประเภทกฎหมายได้เป็น
-
กฎหมายสารบัญญัติ
ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลโดยตรง- และกฎหมายวิธีสบัญญัติ ซึ่งกำหนดวิธีการเยียวยาเมื่อมีการละเมิดสิทธิ หน้าที่ ที่เกิดขึ้นถ้ายึดเอาลักษณะของนิติสัมพันธ์เป็นเกณฑ์ ก็สามารถแบ่งแยกประเภท เป็น
- กฎหมายมหาชน
- และกฎหมายเอกชน
กฎหมายมหาชน คือกฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับ
เอกชน หรือหน่วยงานของรัฐอื่น ในฐานะที่รัฐและหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ปกครอง
กฎหมายเอกชน คือกฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน
ในฐานะที่อยู่ภายใต้การปกครองที่ต่างฝ่ายต่างก็เท่าเทียมกัน
บทบาทของกฎหมายในแง่ของผู้มีอำนาจปกครองประเทศ บทบาทของกฎหมายในแง่ของผู้มีอำนาจปกครองประเทศมีอยู่ 2 ประการคือ
1.
กฎหมายเป็นเครื่องกำกับการใช้อำนาจปกครองให้อยู่ในกรอบแห่งความชอบด้วย
กฎหมาย โดยกฎหมายจะกำหนดองค์กร อำนาจหน้าที่ขององค์กร กระบวนการที่องค์กรจะต้องกระทำการ
ในแง่นี้ทุกองค์กรในระบอบการเมืองต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
2.กฎหมายเป็นเครื่องสนับสนุนการใช้อำนาจปกครองที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ
เพราะกฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานความประพฤติของคนในสังคม
ที่ใช้ได้ทั่วไป
กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือและเป็นการแสดงออกซึ่งการใช้อำนาจเพื่อให้ได้ความ
ประสงค์ของผู้ปกครองนั้นสำฤทธิ์ผล
บทบาทของกฎหมายในแง่ของประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครอง บทบาทของกฎหมายในแง่ของประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครองมี 3
ประการคือ
กฎหมายเป็นเครื่องควบคุมสังคมและความประพฤติของคนในสังคมให้ปฏิบัติโดยเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน
หากไม่ทำก็จะต้องได้รับโทษกฎหมายเป็นเครื่องชี้ขาดข้อพิพาทของสมาชิกในสังคมที่แน่นอนทราบได้ล่วงหน้า ไม่ขึ้นอยู่กับจิตใจและอารมณ์ของคน
กฎหมายเป็นเครื่องส่งเสริมและสร้างสังคม ทั้งในแง่เศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ
กฎหมายปกครองกับการบริหารประเทศ
กฎหมายปกครอง คือ
กฎหมายมหาชนที่กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารราชการและกำหนดอำนาจให้แก่
เจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เป็นกฎหมายที่ศึกษาและวิเคราะห์ถึงโครงสร้างระบบบริหารราชการและการจัดกลไก
ของรัฐ กฎหมายปกครอง
อาจแยกได้เป็น กฎหมายปกครองมหภาค และ กฎหมายปกครองจุลภาค
กฎหมายปกครองมหภาค ได้แก่ การศึกษาของกฎหมายซึ่งเกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐ
โครงสร้าง กลไก การจัดระบบข้าราชการของรัฐ เป็นต้น
กฎหมายปกครองจุลภาค ได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์คำสั่งของฝ่ายบริหาร
มติคณะรัฐมนตรี คำวินิจฉัยของคณะกรรมการต่าง ๆ ตลอดจนคำพิพากษาของศาล
เพื่อที่จะได้ประเมินผล
วิเคราะห์แนวทางการใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่และองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดต่าง ๆ
ที่รัฐได้ตรากฎหมายจัดตั้งขึ้น
ปัญหาประการหนึ่งของประเทศที่กำลังพัฒนา คือ
สภาพโครงสร้างของระบบบริหาร
และระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ไม่สามารถพัฒนาและปรับตนเอง
ได้ทันกับการผันแปรอย่างรวดเร็วของสภาพเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
แนวความคิดของนักกฎหมายซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในองค์กร อยู่สถาบันต่าง ๆ
ก็อาจปรับตนเองได้ไม่ทันกาลกับกฎหมายสาขาต่าง ๆ ที่รัฐได้ตราขึ้นมาใช้
ปัญหาระบบกฎหมายในอดีต
สมัยสุโขทัย
ในสังคมสมัยสุโขทัยซึ่งมีระบบการเมืองการปกครองมีขนบธรรมเนียมประเพณีและ
วัฒนธรรม จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าจะต้องมีวัฒนธรรมในทางด้านกฎหมายปรากฏอยู่ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในสมัยนั้นคือศิลาจารึกพ่อขุนราม
คำแหง ซึ่งได้กล่าวถึงความเป็นมาของชนชาติไทย
กฎหมายสุโขทัยในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ซึ่งแพร่ขยายมาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอาณาบริเวณ
และยังได้รับอิทธิพลจากขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของไทยน่านเจ้าอีก ด้วย จึงกลายเป็นเรื่องที่เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทย
สมัยนั้น
อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าระบบกฎหมายในสมัยสุโขทัยได้มีการบัญญัติเป็นลายลักษณ์
อักษรในศิลาจารึกโดยบัญญัติปะปนกับเรื่องอื่นๆบ้างบัญญัติเป็นเรื่องต่างหากบ้างแต่ยังไม่มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายหลักกฎหมายในศิลาจารึกสมัยในเป็นหลักที่บัญญัติขึ้นเองหรือได้รับอิทธิพลจาก
ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีของชนเผ่าที่อาศัยอาณาบริเวณ ผสมผสานกันให้เกิดเป็นระบบกฎหมายที่เหมาะสมกันระบบการเมืองการปกครองและระบบ
เศรษฐกิจในสมัยนั้น
สมัยกรุงศรีอยุธยา
สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ในระบบศักดินาเต็มรูป และมีระบบการปกครองเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กล่าวคือ
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการปกครองประเทศอย่างเด็ดขาดโดยถือว่าพระมหากษัตริย์นั้นสืบเชื้อสายเทวดามาเกิดตามแนวความคิดของลัทธิเทวราชา
ของขอมจึงทรงเป็นพระเจ้าอยู่เหนือหัวของทวยราษฎร์
กฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นกฎหมายที่สร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงแห่งสถาบัน
พระมหากษัตริย์ ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดความมั่นคงในการปกครองประเทศ เนื่องจากยังคงต้องมีการสู้รบการชนเผ่าที่อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน การปกครองที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเด็ดขาดจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับ
สภาพบ้านเมืองในสมัยนั้น กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมอำนาจทางการเมือง พระมหากษัตริย์ทรงจัดการทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนชาวไทยตั้งอยู่ในความสงบเรียบร้อย พระองค์จึงเป็นทั้งผู้บัญญัติกฎหมายและเป็นผู้จัดการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย
สมัยรัตนโกสินทร์
การเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าใน
พ.ศ. 2310
นั้นนอกจากบ้านเมืองจะถูกเผ่าทำลายผู้คนต้องล้มตายและส่วนหนึ่งถูกกวาดต้อน
เป็นเชลยแล้ว เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ก็ถูกทำลายและสูญหายเป็นจำนวนมาก
รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับกฎหมายไทยส่วนใหญ่ด้วย
คาดว่าจะเหลืออยู่เพียงประมาณหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น
พระมหากษัตริย์องค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ครองราชย์โดยใช้กฎหมายเดิมของกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมา
ได้เกิดมีปัญหาในคดีความที่ตัดสิน
จึงทรงเล็งเห็นว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนหรือความบกพร่องของกฎหมายที่ใช้ อยู่
สมควรที่จะต้องมีการตรวจ ชำระกฎหมายครั้งใหญ่และจัดทำกฎหมายใหม่ให้ถูกต้องอย่างเป็นหลักเป็นฐานเช่น
เดียวกับกฎหมายของประเทศตะวันตก ประเทศสยามจึงได้จัดทำประมวลกฎหมายขึ้น เรียกว่า
กฎหมายตราสามดวง
อันที่จริงกฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายอย่างความหมายของ
ประมวลกฎหมายของประเทศตะวันตก คงเป็นเพียงการชำระกฎหมายและรวบรวมกฎหมายให้เรียบร้อยเพื่อความถูกต้องและ
ปรับปรุงกฎหมายให้เกิดความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเนื้อหาของกฎหมายฉบับใหม่คงเหมือนกฎหมายสมัยกรุงศรีอยุธยาเกือบทั้ง
สิ้นเพราะสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมและระบบเศรษฐกิจการเมืองในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นไม่แตกต่างไปจากเดิม
กฎหมายฉบับใหม่จึงยังคงใช้ได้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย
ปัญหาการให้ความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี
ปัญหาในการให้ความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี
จะปรากฏในลักษณะพยานหลักฐานเป็นสำคัญในชั้นศาลและการปฏิบัติงานของเจ้า พนักงานยุติธรรมและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลหรือผู้พิพากษา การปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานยุติธรรมโดยปกติต้องปฏิบัติงานตามที่ศาลมีคำสั่งหรือตามกฎหมายซึ่งก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องการให้ความเป็นธรรม
ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัดหรือผ่อนผันลงบ้าง บางครั้งการให้เงินเล็กๆน้อยๆ
เพื่อขอความสะดวกในการให้บริการก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นในบ้างกรณี
แต่ก็อาจจะทำไม่ได้มากนัก
เพราะคำสั่งให้ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นมักจะมีกำหนดเวลากำกับอยู่
จึงทำให้ไม่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นทำแก่คู่ความได้มากนัก
การให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยศาลหรือผู้พิพากษา
ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันที่ทรงเกียรติเพราะเป็นผู้แทนพระมหากษัตริย์
ในการออกนั่งพิจารณาและพิพากษาคดี
ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นสถาบันที่ประชาชนให้
ความไว้วางใจมากที่สุด เนื่องจากเป็นผู้ที่จะชี้ขาดคดีความต่างๆ ตามบทกฎหมายให้ได้รับความยุติธรรมและความเป็นธรรมมากที่สุด
แต่ในบ้างครั้งก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับเจ้าพนักงานของรัฐประเภทอื่นๆ
เช่น เหมือนศาลหรือผู้พิพากษาต้องใช้ดุลยพินิจในการสั่งคำสั่ง คำร้องต่างๆ
ที่คู่กรณียืนขอมาในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อมีการใช้ดุลยพินิจก็อาจจะให้
ความเป็นธรรมแก่กรณีได้ดียิ่งขึ้น
แต่ในบ้างครั้งก็มีผู้กล่าวหาว่าการที่ใช้ดุลยพินิจสั่งเช่นนั้นเพราะมีการ
ติดสินบน ซึ่งถ้าหากเป็นจริงก็ย่อมเป็นความผิดอาญาเช่นกัน
แต่คำสั่งเหล่านี้ก็ไม่สำคัญนัก เพราะไม่ใช่การพิพากษาคดีซึ่งจะมีผลแก่คู่กรณี
เรื่องที่สำคัญมากคือการตรวจสำนวนเพื่อดูความน่าเชื่อถือของพยานต่างๆ
ความสอดคล้องด้วยเหตุผลและพฤติการณ์ในคดีและการนำกฎหมายมาปรับใช้แก่คดี
เพื่อทำคำพิพากษาตัดสินชี้ขาดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่างๆ
ในคดีให้ฝ่ายโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้ชนะคดี และต้องปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น
ในการตัดสินคดีนี้อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมได้
ถ้าผู้พิพากษาเกิดอคติลำเอียง ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึก
หรือเกิดขึ้นเพราะรับสินบนหรือในกรณีที่ผู้พิพากษาไม่มีความรู้ความสามารถ
โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นคดีนั้นอาจจะตัดสินคดีโดยใช้ตัวบทกฎหมายผิด
ทำให้คำพิพากษาที่พิพากษาออกมานั้นไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมและก่อให้เกิดผล
กระทบแก่สังคมมาก
การอำนวยความยุติธรรมจะต้องอาศัยตัวผู้ใช้กฎหมายเป็นปัจจัยสำคัญเท่าๆกันกับ
ตัวบทกฎหมาย ในการที่จะกระทำหน้าที่ที่สามารถอำนวยโทษให้กับสังคมได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำตัวให้เป็นผู้ยุติธรรมก่อน
ด้วยการตั้งใจให้มั่นคงที่จะรักษาความเป็นกลางและรักษาวัตถุประสงค์ของ
กฎหมายแต่ละฉบับไว้โดยเคร่งครัด แน่วแน่พร้อมกับรักษาความสุจริต จรรยา
และมโนธรรมของนักกฎหมายไว้เสมอกับชีวิต
ปัญหาการบัญญัติกฎหมายให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย
ควรศึกษาถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมเพื่อจะได้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดและ
ธรรมชาติของคนในสังคมได้ดีขึ้น
เพื่อนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาประกอบในการพิจารณาออกกฎหมาย
การออกกฎหมายในบางเรื่องยังไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย
อาจเป็นเพราะกฎหมายก้าวหน้าเกินไป
คนในสังคมยังไม่เข้าใจเนื่องจากไม่เคยมีพื้นฐานในเรื่องเหล่านั้นมาก่อน
ดังนั้นสถาบันสอนกฎหมายจึงต้องมีการสอนวิชาอื่นควบคู่ไปกับการเรียนกฎหมาย ด้วย
จึงจะช่วยให้นักศึกษากฎหมายไม่มุ่งเน้นแต่ศึกษาถึงตัวบทกฎหมายอย่างเดียว
จะได้ศึกษาความสัมพันธ์และอิทธิพลระหว่างวิชาการด้านอื่นๆ
และอาจคิดหาแนวทางในการออกกฎหมายและการใช้กฎหมายที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่
ส่วนรวมและเหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบัน
ปัญหาการใช้กฎหมายของเจ้าพนักงานของรัฐ
1. ความไม่รู้กฎหมายเพียงพอของเจ้าพนักงานของรัฐ
การทำงานของเจ้าพนักงานมักจะใช้การเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ตนได้พบเจออยู่เป็นประจำ
แต่ในบางครั้งเรื่องที่ได้รับแจ้งมานั้นอาจเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก
จึงยากที่จะใช้กฎหมายถ้าไม่รู้จักวิธีการอ่านกฎหมาย ศึกษากฎหมาย
และแปลความกฎหมายเพื่อปรับใช้ในคดีความที่เกิดขึ้น อีกประการหนึ่ง เนื่องจากพนักงานตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมายทั่วไป
ผิดกับเจ้าพนักงานอื่นๆที่มีหน้าที่ให้รักษาการเฉพาะเรื่องที่กฎหมายกำหนด
ซึ่งมีความชำนาญในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ เพราะบทกฎหมายที่รักษาการนั้นมีอย่างจำกัด
การที่จะให้ความรู้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้รู้ถึงกฎหมายต่างๆ
อย่างกว้างขวาง และรู้ถึงวิธีการและเทคนิคการใช้กฎหมาย
จึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องเป็นธรรม
2. การใช้ดุลพินิจอันไม่สมควรในการปฏิบัติหน้าที่
การใช้ดุลพินิจนั้นอาจมีหลายระดับตั้งแต่ในชั้นการสอบสวน
การสั่งฟ้องคดีอัยการ การพิพากษาคดี หรือการออกคำสั่งคำร้องของผู้พิพากษา
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการใช้ดุลพินิจที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้เพื่อความ
ยุติธรรมในแต่ละขั้นตอนตามควรแก่กรณีทั้งสิ้น ในการใช้ดุลพินิจของพนักรัฐนั้น
โดยมากมักมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากนโยบายของหน่วยงาน
และการปฏิบัติที่สืบต่อกันมา หากการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานเป็นไปอย่างไม่เที่ยงธรรม
การการละเว้นหรือให้อภิสิทธิ์แก่บุคคลบางกลุ่มก็ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม
แก่บุคคลบางกลุ่มขึ้น ซึ่งการใช้ดุลพินิจดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากเจ้าพนักงาน
มิฉะนั้นแล้วประชาชนจะรู้สึกเกลียดชังเจ้าพนักงานของรัฐ
และรัฐก็จะไม่ได้รับความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายจากประชาชน
สภาพปัญหาทางกฎหมายในปัจจุบัน
1.
กฎหมายมหาชนไทยที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับระบบราชการแบบรวมศูนย์อำนาจ
สาเหตุของปัญหา
1) ความสัมพันธ์ของระบบอุปถัมภ์
เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ข้าราชการผู้มีอำนาจเป็นเจ้าคนนายคน
ซึ่งอุปถัมภ์ค้ำชู้ปกป้องและปกครองผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์
ทำให้สภาพกฎหมายไทยมีลักษณะให้อำนาจและเอกสิทธ์แก่ระบบราชการและข้าราชการ
2) สังคมไทยในการเมืองเป็นสังคมอำนาจนิยม
ในสังคมแบบนี้ยึดหลักอำนาจคือธรรม
โดยความชอบธรรมถูกกำหนดโดยอำนาจปัจจุบันที่ผู้มีอำนาจมีอยู่
ดังนั้นระบบราชการและข้าราชการจึงเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและการใช้อำนาจ
เหนือประชาชน
3) การสร้างรัฐชาติให้เกิดขึ้นในสมัยรัชการที่ 5
เพื่อต่อต้านกระแสกดดันจากจักรวรรดินิยมโดยการปรับปรุงระบบศาลยุติธรรมให้
รวมศูนย์และเป็นเอกภาพ
ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรแบบประมวลกฎหมาย
กระบวนการเหล่านี้ประสพผลสำเร็จในการทำให้ชาติไทยคงเอกราชและอธิปไตยทางการ
เมืองและการศาล แต่กระบวนการเหล่านี้เมื่อบ้านเมืองพัฒนามากกว่า 100 ปีสมควรจะต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมโลกปัจจุบัน
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
1)
เกิดการเรียกร้องให้รัฐส่วนกลางกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น
2)
ส่งเสริมให้ราชการฝ่ายบริหารเป็นแกนกลางของรัฐ
จนกลายเป็นระบบที่ทรงพลังและปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองและประชาชนมากเกินไป
2. กฎหมายมหาชนไทย
ที่ผ่านมามุ่งให้อำนาจและเอกสิทธิ์แก่ระบบราชการมากกว่าควบคุมการใช้อำนาจ
สาเหตุของปัญหา
ลักษณะวัฒนธรรมในสังคมไทย
3 ประการที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ กล่าวคือ วัฒนธรรมอุปถัมภ์ อำนาจนิยม
และรวมศูนย์อำนาจ เป็นต้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กฎหมายมหาชนไทยมุ่งให้อำนาจและเอกสิทธิ์แก่ระบบ
ราชการมากกว่าการควบคุมการใช้อำนาจ
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
1) กฎหมายมีเนื้อหาไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน
ให้อำนาจแก่พนักงานมากเกินไป โดยปราศจากการควบคุม การใช้ดุลพินิจที่ดี
การที่กฎหมายมีสภาพเช่นนี้ ทำให้มีการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
เป็นไปได้โดยง่าย
2) กฎหมายมุ่งการควบคุม ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็น
และซับซ้อนกันมา
3)
ขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับมีมากและล่าช้า สร้างความไม่แน่นอนให้เอกชน
ความไม่แน่นอนและความล่าช้าเหล่านี้ สร้างความเสี่ยงในการลงทุนให้แก่เอกชนและทำให้เอกชนต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
4) ความล้าสมัยของกฎหมาย
กฎหมายหลายฉบับได้ตราขึ้นในสภาพสังคมแบบเก่า แต่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน
และได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่ง
5) ปริมาณกฎหมายมีมากและการมอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารออกกฎหมาย
อนุบัญญัติได้ง่ายและปราศจากขอบเขตที่แน่นอน
6)
กระบวนการนิติบัญญัติไทย
เป็นกระบวนการที่ระบบราชการบริหารเป็นผู้กำหนดและเป็นกระบวนการที่ล่าช้าไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
3. ความสับสนของแนวความคิดในกฎหมายไทย
สาเหตุของปัญหา
1) การไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมายในการเรียนการสอน
นักกฎหมายไทยรุ่นเก่า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายหมาชนเลย
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในพ.ศ. 2475 การเรียนการสอนก็ยังไม่มากพอ
ประกอบกับช่วงระยะเวลาที่เป็นการกำเนิดกฎหมายมหาชนก็สั้นเกินไป
จนไม่อาจสร้างกฎหมายมหาชนได้อย่างแท้จริง
เหตุนี้ทำให้พัฒนาการของกฎหมายมหาชนไทยค่อนข้างล้าหลัง
2)
ความขัดแย้งทางความคิดของนักกฎหมายไทยที่สำเร็จการศึกษาจากภาคพื้นยุโรปและประเทศในกลุ่มคอมมอนลอว์
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
1) การแบ่งประเภทของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย
เนื่องจากความไม่แน่นอนการศึกษากฎหมายมหาชนไทย
ทำให้แนวความคิดในการแบ่งแยกกฎหมายมีความสับสนหลายประการ คือ
1.1. ปัญหาการเป็นนิติบุคคลของรัฐในกฎหมายไทย
1.2. การใช้บังคับกฎหมายและการศึกษากฎหมาย
นักกฎหมายไทยส่วนใหญ่ไม่แยกความแตกต่างระหว่างการแยกสาขากฎหมาย โดยคำนึงถึงกฎหมายกับการแยกสาขากฎหมาย
เพื่อวัตถุประสงค์ในการสอนวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยออกจากกันได้
2)
การเข้าใจหลักการแบ่งแยกอำนาจที่คลาดเคลื่อนของนักกฎหมายไทย นักกฎหมายไทยได้รับการศึกษามาจากต่างประเทศที่แตกต่างกันในระบบและแนวคิดทาง
กฎหมาย ดังนั้น ความเข้าใจในหลักกฎหมายจึงต่างกัน โดยเฉพาะหลักการแบ่งแยกอำนาจ
ซึ่งหลักการแบ่งแยกอำนาจนี้ได้กลายมาเป็นอุปสรรคประการหนึ่งในการศึกษา
การจัดและการปรับปรุงกลไกของรัฐ ซึ่งเป็นขอบเขตของวิชากฎหมายปกครอง
4. การบังคับใช้กฎหมายและความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม
ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย
ศาตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย
ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
1) การบังคับใช้กฎหมาย คือมติที่สามของกฎหมาย
สิ่งที่เรามองเห็นด้วยตานั้นมีสามมิติคือ ส่วนกว้าง ส่วนยาว และส่วนลึก
มิติที่สามคือความลึก ตัวบทกฎหมายก็น่าจะเปรียบเทียบกับวัตถุที่เรามองไม่เห็นด้วยตาได้เช่นเดียว
กัน ถ้านำตัวบทกฎหมายต่าง ๆ มาวิเคราะห์ดูให้ถ่องแท้
ว่าตัวบทกฎหมายเหล่านั้นได้ถูกนำมาใช้บังคับให้เกิดผลเป็นจริงได้เพียงใด
เราจึงจะมองเห็นมิติที่สามของกฎหมายได้
2) เจตนารมณ์และกลไกของรัฐในแต่ละสาขาไม่เหมือนกันกฎหมายแต่ละสาขา
มีเจตนาแตกต่างกันและรับก็สร้างกลไกของรัฐเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามบท
บัญญัติของกฎหมาย
ปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม
การอำนวยความยุติธรรมและการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่หลักของรัฐใน
ทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงและเร่งรัดการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน
ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างมากปัญหาความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรมนั้นจะเห็นได้ว่าย่อมส่งผลกระทบกระเทือน
ต่อประชาชนที่เกี่ยวข้องอย่างมากทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา
ในคดีแพ่งนั้น
การที่คดีความล่าช้าไม่ว่าจะอยู่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์
หรือศาลฎีกาก็ดี หากในแต่ละคดีต้องใช้เวลาพิจารณานานหลายปี
ย่อมไม่อาจเยียวยาความเดือดร้อนของคู่ความได้
แม้ในที่สุดศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็ตาม
ส่วนในคดีอาญานั้น
การพิจารณาคดีที่ใช้เวลานานเกินไป ย่อมกระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของจำเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ศาล มีคำพิพากษายกฟ้อง
หากจำเลยจำเป็นต้องถูกควบคุมตัวในระหว่างการพิจารณาด้วยแล้วด้วยแล้ว
เสรีภาพที่สูญเสียไปย่อมไม่อาจแก้ไขได้
อ้างอิง
http://kasmos52.wordpress.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น